อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

Albert Einstein

ค.ศ. 1879-1955
พ.ศ. 2422-2498

นักฟิสิกส์ชาวเยอรมันเชื้อสายยิว เจ้าของทฤษฎีสัมพันธภาพ หรือ Theories of Relativity ซึ่งเปลี่ยนโลกด้วยสมการ E=MC2 หรือ พลังงานเท่ากับมวลของวัตถุ คูณด้วยความเร็วของแสงกำลังสอง

การปฏิวัติวิชาฟิสิกส์ทำให้เขากลายเป็นบุคคลสำคัญของโลก และได้รับรางวัลโนเบลในปี พ.ศ. 2464 แต่เยอรมนีสมัยฮิตเลอร์ยึดทรัพย์สินทั้งหมดของไอน์สไตน์ซึ่งเป็นยิว เขาจึงย้ายไปเป็นผู้อำนวยการสถาบันที่มหาวิทยาลัยพรินซตันในอเมริกา และเปลี่ยนสัญชาติเป็นอเมริกัน

เชื่อกันว่าไอน์สไตน์มีส่วนในการสนับสนุนให้อเมริกาสร้างระเบิดปรมาณูขึ้นก่อนเยอรมัน และเปลี่ยนโฉมหน้าของสงครามโลกครั้งที่สอง

วันเยาว์…

เขาเป็นลูกยิวที่เกิดในเยอรมนี เมืองที่ครั้งหนึ่งผู้คนไม่ชอบหน้ายิวเอาเสียเลย

เมื่อแรกเกิดเขาเป็นทารกหัวโตเบ้อเริ่ม บรรดาญาติโยมเห็นแล้วตกใจ แม้กระทั่งแม่ยังนึกว่าเขาผิดปกติหรือพิการ (ภายหลังมีการพิสูจน์ว่า สมองของไอน์สไตน์นั้นขนาดปกติ แต่มีความหนาแน่นของเซลล์มากกว่าสมองคนทั่วๆ ไป)

นอกจากขนาดของศีรษะแล้ว อะไรอื่นเกี่ยวกับหนูน้อยอัลเบิร์ตก็ดูจะปกติดี

มาไม่ปกติอีกทีก็ตรงที่เขาไม่พูดเมื่อถึงอายุที่ควรจะพูดได้แล้ว เขาเป็นเด็กเงียบเฉย ชอบมองหรือทำท่าคิดอะไรนานๆ และไม่ค่อยซนทั้งๆ ที่สามารถทำอะไรๆ ได้เหมือนเด็กปกติ

เป็นธรรมดาอยู่เองที่พ่อแม่จะต้องวิตก

อัลเบิร์ตไปพูดครั้งแรกเมื่ออายุเกือบสี่ขวบ

มีเรื่องเล่าเชิงขำขันว่า ประโยคแรกที่เขาพูดคือ

“ซุปมันร้อนเกินไป”

พอแม่ถามว่าพูดได้แล้วทำไมไม่พูดอยู่ตั้งนาน หนูอัลตอบว่า

“ก็เมื่อก่อนแม่ไม่ทำซุปร้อนลวกปากอย่างนี้”

ความที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เป็นอัจฉริยะ และมีอะไรไม่เหมือนคนอื่น ใครๆ ก็ชอบแต่งเรื่องแปลกๆ เกี่ยวกับเขาขึ้นมาไว้เล่าเพื่อความสนุกปาก เรื่องซุปร้อนไปนี่ก็อาจจะเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นก็ได้

เมื่อเขาอายุได้ห้าขวบ อัลเบิร์ตได้เข็มทิศเป็นของขวัญจากพ่อ ตัวเขาเล่าเองไว้ว่า การทำงานของเข็มทิศน่าสนใจจนทำให้เขาเริ่มคิดถึงอะไรๆ ในทางวิทยาศาสตร์นับแต่บัดนั้น

พ่อกับลุงจาคอบของอัลเบิร์ตทำธุรกิจด้วยกัน ลุงเป็นนักประดิษฐ์ที่มีความรู้เรื่องเครื่องยนตร์ต่างๆ แถมยังใจดี ช่างเล่า ช่างสอน เวลาลุงสอนเลขให้หลานอัล ลุงก็ทำให้สนุกเหมือนเล่นเกม อัลเบิร์ตจึงเรียนได้เร็วจนลุงแปลกใจ

ครอบครัวไอน์สไตน์มีความสุข เพราะพ่อแม่ใจดี แถมยังไม่เคร่งศาสนาอย่างชาวยิวทั่วไป ทั้งพ่อและแม่ชอบอ่านหนังสือ พ่อชอบภาษาและบทกวี ส่วนแม่เป็นนักเปียโนจึงมีหน้าที่เล่นเปียโนให้คนในครอบครัวร้องเพลงตาม

ความที่แม่รักดนตรี จึงให้อัลเบิร์ตเรียนไวโอลิน แม้จะไม่ชอบให้ใครมาสอนแต่เจ้าหนูก็ทนเรียนเพราะรักแม่ แต่แล้วในที่สุดเขาจะเล่นไวโอลินในยามพักผ่อนเพื่อคลายเครียดไปตลอดชีวิตโดยไม่เคยทิ้งเลย และได้ชื่อว่าเป็นนักไวโอลินฝีมือดีคนหนึ่ง

แม้จะมีความสุขที่บ้าน แต่ความทุกข์ของหนูอัลเบิร์ตอยู่ที่โรงเรียน เขาไม่ชอบกฎเข้มงวดของโรงเรียน ไม่ชอบการสอนเข้มงวดของครูแผนโบราณ ที่ให้เด็กท่องจำอย่างเดียวโดยไม่ยอมให้คิดเอง

โรงเรียนเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้วเป็นอย่างนั้นแทบทุกมุมโลก แต่ครูเยอรมันดูจะนำวิธีของทหารมาใช้ เด็กๆ ต้องเชื่อฟัง ซ้ายหัน-ขวาหัน-ห้ามหือ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามที่ครูสั่ง

อัลเบิร์ตซึ่งชอบเรียนเอง คิดเอง จึงไม่ชอบครู

ไม่ใช่แต่เจ้าหนูอัลเบิร์ตจะไม่ชอบครู ครูก็ไม่ชอบอัลเบิร์ตเหมือนกัน พวกครูว่าเขาเป็นเด็กโง่ ไม่สนใจเรียน โตขึ้นคงไม่ได้ดี

ครูคนเดียวที่อัลเบิร์ตชอบ คือนักศึกษาแพทย์ที่เป็นครูพิเศษของเขา ครูจะเอาหนังสือเรียนของครูมาให้เขาอ่านและอธิบายให้ฟัง แต่อ่านไปไม่นาน อัลเบิร์ตซึ่งมีอายุเพียง 10 ขวบก็เข้าใจตำราพวกนั้นแจ่มแจ้งยิ่งกว่าครูเสียอีก เลยไม่รู้ว่าใครเป็นครูพิเศษของใครกันแน่

เมื่ออัลเบิร์ตอายุ 15 ธุรกิจของพ่อและลุงก็ขาดทุน ต้องขายทุกอย่างใช้หนี้ แล้วเอาเงินที่พอมีเหลืออยู่อพยพครอบครัวไปตั้งตัวกันใหม่ในอิตาลี น้องสาวก็ได้ไปด้วย แต่พ่อแม่กลับฝากอัลเบิร์ตไว้กับญาติ ให้เรียนต่อในเยอรมนีจนจบ

อัลเบิร์ตไม่อยากอยู่ เพราะไม่ชอบทั้งประเทศเยอรมนีและคนเยอรมัน เขาแกล้งป่วยพร้อมกับหาเรื่องให้โรงเรียนไล่เขาออก พอทำสำเร็จก็แล่นปร๋อไปหาพ่อแม่ที่อิตาลี แม้ว่าจะไม่มีประกาศนียบัตรจากโรงเรียนติดมือไปเขาก็ไม่แคร์

พ่อแม่และลุงอ้าแขนรับอัลเบิร์ตอย่างดี ไม่ดุ ไม่เอ็ด หรือต่อว่าแม้แต่คำเดียว

อัลเบิร์ตมีความสุขมากที่ได้อยู่พร้อมหน้ากับทุกคนที่เขารัก ได้ช่วยลุงและพ่อทำงาน เขาชอบคนอิตาลีซึ่งใจดีและเป็นมิตร ชอบประเทศสวยงามและอบอุ่นแห่งนั้นด้วย

อัลเบิร์ตเข็ดเยอรมนีเสียจนขอให้พ่อช่วยดำเนินการถอนสัญชาติเยอรมันของเขา ในวัยนั้นดูเหมือนเขาอยากจะเป็น ‘พลเมืองของโลก’ หรือ citizen of the world มากกว่าจะเป็นได้ชื่อว่าเป็นพลเมืองของประเทศใดประเทศหนึ่ง

เป็นความคิดที่รุนแรงพอดูสำหรับเด็กที่อายุยังไม่ถึง 16 ปี

เมื่อได้ยินว่าในสวิตเซอร์แลนด์มีโรงเรียนโพลีเทคนิคชั้นเลิศ ที่รับนักศึกษาเข้าไปไม่ต้องมีประกาศนียบัตรจากโรงเรียนใดๆ เพียงแต่ต้องสอบเอ็นทรานซ์ให้ได้เท่านั้น อัลเบิร์ตก็ไปสอบผ่านทั้งๆ ที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์เกือบสองปี

แต่โรงเรียนไม่ให้เรียนเพราะภาษาอื่นๆ เขาไม่ดี คล่องแต่ภาษาเยอรมันเท่านั้น อัลเบิร์ตจึงต้องไปเรียนที่โรงเรียนธรรมดาก่อนหนึ่งปี

ระยะที่ต้องเรียนอย่างเบื่อๆ ในโรงเรียนนี้เอง ที่อัลเบิร์ต เริ่มคิดเรื่องความเร็วของแสง

หากครูที่โรงเรียนนี้เห็นอนาคต ว่านักเรียนไม่เอาไหนชื่อ ‘อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์’ จะกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ครูคงเป็นลม เพราะคะแนนฟิสิกส์ของเขาแย่ คะแนนเคมีก็ไม่เข้าท่า คะแนนจะไปสูงได้อย่างไรในเมื่อเขาเกลียดการสอบ แต่ถึงกระนั้นผลสอบของเขาดีพอที่จะกลับไปเข้าโพลีเทคนิคได้ตามต้องการ

เพียงไม่กี่ปีต่อจากนี้ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เด็กที่เบื่อห้องเรียน เบื่อครู และเกลียดการสอบ ก็จะทำให้โลกเห็นถึงความเป็นอัจฉริยะของเขา

ไม่มีใครทราบว่าครูที่เรียกเด็กยิวคนนี้ว่า “เด็กโง่” รู้สึกอย่างไร หากครูได้เห็นเขาขึ้นไปรับรางวัลโนเบลเมื่อ ค.ศ. 1921