บ๊อบ โฮ้ป

Bob (Leslie Townes) Hope

ค.ศ. 1903-2003
พ.ศ. 2446-2546

บ๊อบ โฮ้ป เป็นยอดดาว ‘ตลกหน้าตาย’ ที่มีคำพูดคมคาย ซึ่งเป็นที่รักของคนอเมริกันนานกว่า 70 ปี

เขาเกิดในลอนดอนแต่ย้ายไปอยู่สหรัฐฯ กับครอบครัวตั้งแต่ยังเยาว์ เรียนหนังสือแค่ระดับมัธยมต้น ความยากจนของครอบครัวทำให้เขาผ่านงานนานาชนิด ตั้งแต่ขายหนังสือพิมพ์ ขายไอศกรีม เสริฟอาหาร ชกมวย ก่อนจะหันเข้าสู่วงการแสดง

ในช่วงชีวิตยาวนานถึง 100 ปี บ๊อบผ่านการแสดงมาทุกรูปแบบ เริ่มด้วยการเล่นจำอวดหรือตลกสลับฉากกับคณะละครเร่ ละครเวทีโรงใหญ่ การแสดงสดทางวิทยุ เขาเริ่มการแสดงภาพยนตร์ตั้งแต่ ค.ศ. 1938 (พ.ศ. 2481) เริ่มแสดงโทรทัศน์ตั้งแต่ยุคบุกเบิก รวมทั้งรับงานแสดงสดบนเวทีในที่ต่างๆ จนย่างเข้าวัยชรา

บ๊อบ โฮ้ปซึ่งได้รับฉายาว่า ‘ดาวตลก 13 ประธานาธิบดี’ แสดงภาพยนตร์ทั้งสิ้นกว่า 40 เรื่อง ได้รับตุ๊กตาทอง ‘พิเศษ’ ห้าตัว และได้รับยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติของสหรัฐฯ

วันเยาว์…

บ๊อบ โฮ้ป หรือเลสลี่ ทาวส์ โฮ้ปเกิดก่อนล้อต๊อกหรือสวง ทรัพย์สำรวย ร่วมสิบปี

ทั้งคู่ก็เกิดในครอบครัวที่มีฐานะค่อนข้างยากจนเหมือนกัน ล้อต๊อกของเราเป็นลูกชาวสวน ที่พ่อแม่ต้องพบกับภัยน้ำท่วม ทำให้สวนล่ม หมดตัว บ๊อบ โฮ้ป นั้น พ่อเป็นช่างก่ออิฐ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้ร่ำรวยอยู่แล้ว แต่ยังเผลอไปเล่นม้าจนหมดตัว ทำให้ครอบครัวลำบากถึงกับต้องย้ายไปตายเอาดาบหน้าในอเมริกา

เด็กชาย ‘เลสลี่’ อายุเพียงสามสี่ขวบ เมื่อย้ายไปอาศัยบ้านลุงอยู่ในรัฐโฮไฮโอพร้อมกับพ่อแม่ เขาเป็นลูกคนที่สามในจำนวนหกคน เด็กชายสวงก็เป็นลูกคนที่สามและมีพี่น้องห้าคน

ในวัยเด็ก ทั้งเด็กชายสวงและเด็กชายเลสลี่ไม่ค่อยชอบโรงเรียน ซึ่งก็น่าเห็นใจ เพราะดูจากไหวพริบปฏิภาณที่ใช้ในอาชีพเมื่อตอนโต ทั้งสองคงเป็นเด็กฉลาด ที่ต้องไปทนอยู่ในห้องเรียนแผนโบราณ—ซึ่งไม่ว่าจะเป็นอเมริกาหรือเมืองไทย—ครูส่วนใหญ่ก็แค่จับให้เด็กทำเลข ท่องหนังสือกับคัดลายมือเท่านั้น อะไรที่สร้างสรรค์ไปกว่านั้น โรงเรียนแผนโบราณไม่มีให้

ในเมื่อเป็นอย่างนี้ ทางแก้มีง่ายๆ คือต้องหนีเรียน

ไปหาอะไรที่สนุกกว่าทำดีกว่า

ไม่ได้หนีเรียนไปเสพยาหรือมั่วกามาอย่างเด็กสมัยต่อๆ มา แต่ไปทำอะไรที่ “ปลอดสารพิษ” ตามประสาคนรุ่นคุณทวด

เด็กชายสวงชอบหนีเรียนไปช่วยงานบุญ งานบวช ไปช่วยเขาตีกลอง ช่วยการละเล่นต่างๆ ส่อแววตลกมาให้เห็นตั้งแต่ต้น

เด็กชายเลสลี่นั้นปลื้มดาราหนังเงียบชาลี แชปลิน มักพยายามทำท่าทางให้เหมือนที่เห็นจากในภาพยนตร์ ชวนให้เพื่อนฝูงฮากัน ว่างๆ ก็ไปประกวดกับเขาตามงาน ‘แฟร์’ ที่เทียบได้กับงานวัดของบ้านเรา เพราะในครั้งโน้นฝรั่งนิยมจัดการประกวด “เลียนแบบดารา” และศิลปินคนใดก็ไม่ดังเท่ากับชาลี แชปลิน ดาราในฝันของเด็กชายเลสลี่

แต่เพราะพ่อแม่ฐานะไม่ดี ทั้งสวงและเลสลี่ต้องหางานเล็กงานน้อยทำมาตั้งแต่เด็ก เพื่อช่วยทางบ้าน และเป็นค่าขนมของตัวเอง

การทำงานสารพัดชนิด ทำให้ได้พบคนหลายแบบ เป็นเสมือนห้องเรียนพิเศษ ให้ได้เรียนรู้บุคลิกของมนุษย์ เก็บใส่คลังสมองไว้ ไปเลียน ไปล้อ ไปแซวหรือแม้กระทั่ง ‘เสียดสีอย่างมีไมตรี’ ในภายหลัง

แค่อายุได้สิบกว่าๆ ทั้งเด็กชายเลสลี่และเด็กชายสวงก็ออกจากโรงเรียน สวงเรียนถึงชั้นมัธยมสามแผนโบราณ ซึ่งเทียบได้กับมัธยมหนึ่งเดี๋ยวนี้ หากเทียบกับทางอเมริกาก็จะเท่ากับชั้น 7 หรือ 7th grade นับเป็นมัธยมต้น (junior high school) ซึ่งมีตั้งแต่เกรด 7-9 ส่วนเด็กชายเลสลี่เรียนมากกว่าไม่เท่าไร เพราะไม่จบมัธยมปลาย (high school) ซึ่งมีตั้งแต่เกรด 10-12

หากจะเดาว่า เด็กชายเลสลี่เรียนมากกว่าเด็กชายสวงสักสอง-สามปีก็คงไม่ผิดความจริงนัก

ออกจากโรงเรียนมาแล้ว เลสลี่พยายามไปทำงานนานาชนิด ตั้งแต่ขายหนังสือพิมพ์ ขายไอศกรีม เสริฟอาหาร หรือชกมวย ฯลฯ

ส่วนสวงนั้นช่วยพ่อแม่ทำสวน รับจ้างเก็บมะพร้าว แจวเรือจ้าง เป็นเด็กประจำเรือเมล์ ถีบสามล้อ หรือชกมวย ฯลฯ

ในขณะเดียวกันทั้งสองก็ให้ความสนใจเรื่องเต้นกินรำกินอยู่ตลอดเวลา

สวงเริ่มหัดเล่นดนตรีไทย นอกเหนือไปจากการเล่นกลอง เพื่อรับจ้าง ตามงานต่างๆ เท่าที่จะหาได้ ส่วนเลสลี่ไปหัดเต้นรำ แล้วเริ่มเป็นครูเต้นรำก่อนจะพยายามแสดงตลกร่วมกับเพื่อน

เมื่อในช่วงปลายวัยรุ่น เลสลี่และเพื่อนก็ติดตามคณะละครเร่ ไปเป็น ‘song and dance men’ อันหมายถึงพวกนักแสดงประกอบที่ทั้งเต้น ทั้งร้องและเล่นตลกหน้าฉาก ระหว่างที่นักแสดงตัวจริงเข้าหลังโรงไปเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย และมีการเปลี่ยนฉากอยู่ด้านหลัง

คนไทยเราเรียกว่าเป็นการแสดง ‘สลับฉาก’ ซึ่งกลายเป็นสำนวนที่ติดอยู่ในตาข่ายภาษาเรามาจนทุกวันนี้

เสียงกลองเสียงโทนก็กวักมือเรียกให้หนุ่มสวงไปร่วมกับเพื่อนแสดงจำอวดตามงานวัด มีรายได้พอกิน แม้ไม่โด่งดังนัก ซึ่งตรงนี้ก็เหมือนกับเลสลี่และเพื่อนอีกนั่นแหละ เพียงแต่ว่าเลสลี่แสดงตามโรงมหรสพเกรดต่ำ ส่วนสวงนั้นแสดงตามวัด

แต่ไม่ช้า…

หลังจากค่อยๆ สะสมผสมผสานประสบการณ์จากการแสดงในช่วงต้นๆ ของชีวิต ทั้งเลสลี่และสวงก็จะไต่เต้าไปสู่วงการแสดงชั้นดี

เขาทั้งสองต่างกลายเป็นศิลปินคนโปรดของคนทั้งชาติตน

แม้ตัวจะจากไป ชื่อเสียงของ ‘ล้อต๊อก’ และบ๊อบ โฮ้ป จะยังไม่เสื่อมคลาย ตราบใดที่ความทรงจำเคล้าเสียงหัวเราะยังอยู่ในหัวใจของแฟนๆ