ชาร์ลส์ เอม. ชูลซ์
Charles M. Schulz
ค.ศ. 1922-2000
พ.ศ. 2465-2543
ผู้สร้างการ์ตูนชุด Peanuts ซึ่งประกอบด้วยเด็กชายหัวกลมชื่อชาร์ลี บราวน์ และหมาของเขาคือเจ้าสนูปี้ พร้อมทั้งเพื่อนๆ อีกกลุ่มใหญ่ ซึ่งกลายมาเป็นที่รู้จักของแฟนการ์ตูนทุกรุ่นทุกวัยรอบโลก
‘ศิลปินแห่งชาติ’ ของสหรัฐอเมริกาผู้นี้ ใช้เวลาห้าสิบปีสร้างการ์ตูนพีนัทส์ติดต่อกัน จาก ค.ศ. 1950 ไปจนวันสุดท้ายของชีวิต โดยไม่เคยมีผู้ช่วย และไม่เคยขาดส่งแม้แต่ตอนเดียว
จากการที่การ์ตูนพีนัทส์ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ต่างๆรอบโลก จึงประมาณได้ว่ามีผู้อ่านกว่า 300 ล้านคน ทั้งที่เป็นภาษาอังกฤษและในภาษาต่างๆ กว่า 20 ภาษาในแต่ละวัน
เขาได้ชื่อว่าเป็นศิลปินผู้มีรายได้สูงที่สุดในโลกคนหนึ่ง ทั้งในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่และเมื่อเสียชีวิตไปแล้ว
วันเยาว์…
เด็กชาย Charles Monroe Schulz มีชื่อเล่นว่า Sparky
ชื่อนี้ลุงเป็นคนตั้งให้ ตามชื่อการ์ตูนตัวหนึ่งในหนังสือพิมพ์ซึ่งพ่อและลุงชอบอ่าน ในครอบครัวจึงเรียกเขาว่า ‘สปาร์กี้’ เรื่อยมา ในขณะที่เพื่อนในโรงเรียนเรียกเขาว่า ‘ชาร์ลี’ ตามชื่อจริงว่า ‘ชาร์ลส์’
ทั้งพ่อและแม่ของสปาร์กี้มีการศึกษาน้อย ทั้งคู่เรียนหนังสือแค่ประถมสาม แม่เป็นแม่บ้าน ส่วนพ่อยึดอาชีพช่างตัดผม
ทั้งสามคนพ่อแม่ลูกอาศัยอยู่บนร้านตัดผมนี้เอง
ในยามเศรษฐกิจตกต่ำ คนพากันประหยัด ตัดผมน้อยลง พ่อจะติดค้างค่าเช่าร้านทีละหลายๆ เดือน แต่เจ้าของร้านก็ยังใจดีให้พ่ออยู่ต่อไป เพราะหาคนเช่าอื่นไม่ได้
นับเป็นโชคดีของครอบครัวชูลซ์ หากต้องย้ายออกจากร้าน นอกจากพ่อจะตกงานแล้ว ครอบครัวก็จะไร้ที่อยู่ด้วย
สปาร์กี้ไม่เคยรู้สึกถึงความยากจน เพราะเคยชินกับความ ‘ไม่มี’ มาแต่เกิด
ชาร์ลส์ เอ็ม. ชูลซ์ เคยเล่าในตอนหลังว่า สปาร์กี้และพ่อแม่ต้องกิน ‘แพนเค้ก’ เป็นอาหารเย็นอยู่ประจำ แต่เขาไม่เคยสงสัยอะไร คิดแต่ว่าคงเป็นอาหารโปรด เด็กชายสปาร์กี้ไม่เคยรู้ว่า เป็นเพราะพ่อแม่ไม่มีสตางค์ซื้อเนื้อและผัก จึงต้องกินแป้งทอดแทน เพราะเป็นของถูกที่สุดแล้ว
ตัวสปาร์กี้เป็นเด็กจืดๆ ที่ไม่มีอะไรเด่นเป็นพิเศษเลย แต่ที่แน่ๆ คือเขาชอบวาดรูป ครูคนหนึ่งในโรงเรียนอนุบาลเคยชมว่าสปาร์กี้วาดรูปได้ดี และโตขึ้นคงจะได้เป็นจิตรกร เจ้าหนูไม่เคยลืมคำชมนี้ เพราะนานๆ จะมีคนชมเขาสักที
เมื่อสปาร์กี้อายุได้เจ็ดขวบ พ่อแม่ตัดสินใจย้ายไปอยู่เมืองเล็กๆ แถวทะเลทรายตามคำชวนของลุง แต่ไปได้ไม่นานก็ต้องย้ายกลับมาหากินในเมืองเดิม
เจ้าหนูฝังใจกับสภาพเมืองเล็กที่หงอยเหงานี้ได้ดี แต่คงไม่รู้เลยว่าวันหนึ่ง ‘ชาร์ลส์ เอ็ม. ชูลซ์’ จะนำความรู้สึกและชีวิตในช่วงสั้นๆ ของเด็กชายสปาร์กี้มาใช้ในการ์ตูนชุดพีนัทส์ให้คนได้หัวเราะกันไปทั้งโลก
สปาร์กี้ชอบอ่านการ์ตูนเหมือนพ่อกับลุง อ่านแล้วก็วาดตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งมิกกี้ เม้าส์และป็อปอายซึ่งเป็นการ์ตูนตัวโปรด สปาร์กี้จะวาดตัวการ์ตูนต่างๆ ไว้ในสมุด ในหนังสือ บนถุงใส่ของ หรือกระดาษอะไรๆ ซึ่งมีที่ว่างพอจะให้วาดได้
บางทีเขาก็วาดเองแต่งเองตามจินตนาการ แต่ก็เป็นการวาดแบบเด็กๆ ไม่มีลักษณะใดๆ ส่อให้เห็นว่ามีความสามารถพิเศษใดๆ
ตอนอยู่ชั้นประถม สปาร์กี้เรียนหนังสือได้ค่อนข้างเก่ง ถึงกับได้พาสชั้น แต่เมื่อขึ้นมัธยมผลการเรียนกลับตกลง เรียกได้ว่าพอผ่านไปได้ปีๆ หนึ่งเท่านั้น
เขาเป็น “ไอ้จืด” ประจำชั้น ตัวสูง ผอม หน้าจืด สิวเหอะ ขี้อาย ไม่เคยกล้าแสดงออก ไม่เคยเป็นที่สนใจของเพื่อน แม้แต่ครูยังแทบจะจำชื่อเขาไม่ได้
ยิ่งเพื่อนผู้หญิง… ยิ่งไม่เคยมองเขาเลย
สมัยมัธยมปลายๆ ใครๆ ก็มี ‘เดท’ กัน แต่สปาร์กี้ไม่เคย
เพื่อนรักของสปาร์กี้เป็นหมาชื่อ Spike สไปค์เป็นเพื่อนที่ไปไหนๆ กับเขาได้ แถมยังเป็นเพื่อนที่เขาคุยอะไรๆ ด้วยได้อย่างสบาย ไม่รู้สึกเคอะเขินเหมือนเวลาพูดกับเพื่อนๆ ที่โรงเรียน
นับว่าเป็นโชคของสปาร์กี้ที่พ่อกับแม่สงสารว่าเขาเป็นลูกคนเดียว ไม่อยากให้เหงา จึงอนุญาตให้เลี้ยงหมาได้
เจ้าสไปค์จะกลายมาเป็นรูปแบบสำหรับ Snoopy เจ้าหมาการ์ตูนที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกของ ‘ชาร์ลส์ เอ็ม. ชูลซ์’ ในวันข้างหน้า แต่ชื่อ ‘สไปค์’ นั้นชาร์ลส์ใช้เป็นชื่อน้องของสนูปี้ในการ์ตูน
‘ชาร์ลส์ เอ็ม. ชูลซ์’ เลือกชื่อ ‘สนูปี้’ เพราะแม่ของสปาร์กี้เคยพูดไว้ก่อนตายว่า
“หากเรามีหมาอีกตัว ต้องตั้งชื่อมันว่าสนูปี้นะลูก”
ในช่วงมัธยมปลาย ครูสอนศิลปะสังเกตว่าสปาร์กี้ชอบวาดการ์ตูน และวาดได้ดีพอสมควร จึงแนะนำให้เขียนการ์ตูนเกี่ยวกับกิจกรรมในโรงเรียน แล้วส่งไปเพื่อลงในหนังสือรุ่น
สปาร์กี้ดีใจมาก รีบวาดการ์ตูนตามที่ครูบอกอย่างตั้งอกตั้งใจ เมื่อส่งไปแล้วก็คอยดูผลงานตัวเองในหนังสือรุ่น เกือบจะเป็นครั้งแรกที่สปาร์กี้รู้สึกว่าตัวเองมีความสำคัญ เขาไม่เคยมีผลงานที่ได้รับการตีพิมพ์มาก่อนเลย ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรก แถมยังจะลงหนังสือรุ่นเสียด้วย
คราวนี้แหละ เพื่อนๆ จะต้องจำเขาได้
“คนนี้ไงล่ะที่วาดการ์ตูนในหนังสือรุ่น!”
สปาร์กี้เฝ้าคอยอย่างใจจดใจจ่อ… แม้กระทั่งพ่อกับแม่ก็พลอยดีใจไปด้วย
เมื่อหนังสือรุ่นมาถึง สปาร์กี้ค่อยๆ เปิดตั้งแต่หน้าแรกอย่างช้าๆ คอยดูว่าการ์ตูนที่วาดไว้อย่างสุดฝีมือจะถูกตีพิมพ์ที่หน้าไหน
แต่…
พลิกจนถึงหน้าสุดท้ายก็ไม่มี
ไม่มีเลยแม้แต่ภาพเดียว
ดูเหมือนการ์ตูนของสปาร์กี้ไร้ค่า ขนาดที่ไม่มีเพื่อนสักคนที่เป็นฝ่ายจัดการหนังสือรุ่นจะคิดขอโทษที่ให้ทำงานเก้อ หรือแม้กระทั่งบอกให้เขารู้ล่วงหน้าว่าจะไม่ใช้งานของเขา กระทั่งครูศิลปะซึ่งเป็นคนแนะนำให้สปาร์กี้เขียนการ์ตูนส่งไป ก็ไม่ได้บอกอะไรเขา แต่ครูเก็บภาพฝีมือเขาทั้งหมดไว้
หลายสิบปีผ่านไป เมื่อชาร์ลส์ เอ็ม. ชูลซ์ มีชื่อเสียงก้องโลกในฐานะนักเขียนการ์ตูน ครูศิลปะคนนี้ได้ส่งภาพมาคืน ครูคงดีใจว่า อย่างน้อยครูก็ตาแหลมไม่น้อย แม้ไม่มีเพื่อนร่วมชั้นของสปาร์กี้คนใดเห็นคุณค่าผลงานเขา แต่ครูก็เห็น
เมื่อจบโรงเรียนมัธยม การที่พ่อแม่จะส่งสปาร์กี้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย ดูจะเป็นเรื่องไกลเกินฝัน เพราะพ่อไม่มีรายได้พอ แต่เอาจริงเข้าก็เป็นเรื่องที่ไม่ต้องห่วง เพราะคะแนนของสปาร์กี้ต่ำเกินกว่าจะคิดเข้ามหาวิทยาลัย
พอดีกับแม่เริ่มป่วยหนักด้วยโรคมะเร็ง พ่อกับลูกชายต้องช่วยกันดูแลแม่ จึงเป็นการดีที่สปาร์กี้ไม่ได้ไปเรียนไกลบ้าน
พ่อแนะนำให้สปาร์กี้เรียนวาดรูปทางไปรษณีย์ เป็นการเรียนราคาถูกที่พ่อพอจะช่วยค่าใช้จ่ายได้ แต่ถึงกระนั้นก็ต้องขอครูผ่อนค่าเล่าเรียนเป็นงวดๆ
โรงเรียนศิลปะเล็กๆ ที่ว่าอยู่ห่างบ้านไปไม่กี่ถนน แต่เมื่อถึงเวลาส่งงาน สปาร์กี้ก็ยังส่งทางไปรษณีย์ เพราะอายที่จะไปถึงโรงเรียน
คะแนนที่ได้ไม่เลวนัก แต่การวาดรูปเด็กเป็นคะแนนต่ำสุดของสปาร์กี้
ครูคงนึกไม่ถึงว่า วันหนึ่งนักวาดรุ่นเยาว์คนนี้จะสามารถเขียนการ์ตูนเด็กให้คนรู้จักไปรอบโลกได้
สปาร์กี้ก้มหน้าก้มตาเรียนวาดเขียน พร้อมกันก็ช่วยทำงานบ้านที่แม่เคยทำ เพราะสุขภาพของแม่ย่ำแย่ลงไปทุกวัน
นอกจากนี้สปาร์กี้ยังรับทำงานเล็กๆ น้อยๆ ตามแต่จะหาได้ เพื่อช่วยพ่อ แต่การไม่มีความรู้ขั้นมหาวิทยาลัย ทำให้มีงานจำกัด เขาเคยได้งานเป็นเคดดี้ที่สนามกอล์ฟ เคยรับเขียนตัวอักษรเพื่อสลักบนหินเหนือหลุมศพ เคยรับเขียนคำบรรยายลงในภาพของนิตยสารทางศาสนา ฯลฯ
แต่ความฝันของสปาร์กี้คืออยากเป็นนักเขียนการ์ตูนอาชีพ
ดูเป็นฝันที่ไม่มีแววจะเป็นไปได้ แต่เขาก็ไม่หยุดพยายาม
แม่จากไปในช่วงที่เขาถูกเกณฑ์ทหาร สปาร์กี้เก็บเพิ่มความเศร้าโศกไว้ในโกดังหัวใจ
เมื่อได้งานเป็นผู้ช่วยครูในโรงเรียนศิลปะทางไปรษณีย์ที่เคยเรียน เขาตกหลุมรักสาวผมแดง แต่เธอไม่สนใจเขาเลย สปาร์กี้ได้แต่เก็บความอกหักลึกซึ้งนี้ไว้อีก
หลายปีต่อมา เด็กหัวกลมชาร์ลี บราวน์ตัวเอกแห่งการ์ตูนพีนัทส์ ก็ตกหลุมรักเด็กหญิงผมแดงที่ไม่เคยสนใจเขาเลยเช่นกัน
แฟนพีนัทส์ทั้งโลก ได้หัวเราะกับความรักลมๆ แล้งๆ ของชาร์ลี บราวน์ โดยไม่รู้ว่าวัตถุดิบที่ใช้ คือรักแรก รักแท้ของสปาร์กี้
แฟนพีนัทส์ทั้งโลก ได้หัวเราะกับเจ้าหมาสนูปี้ ซึ่ง(ในความฝันของมันเอง)เป็นนักบินมือหนึ่ง เป็นจิตรกรชั้นเยี่ยม เป็นนักเขียนชื่อดัง เป็นนักเต้นรำตีนโปร เป็นนักฟุตบอลและนักฮอกกี้ระดับซูเปอร์สตาร์ เป็นนักสกี-นักสเกต แม้กระทั่งนักปราชญ์จอมปรัชญา ฯลฯ
เป็นได้ทั้งหมดนี้โดยไม่เคยไปไหน แค่นั่งใช้จินตนาการอยู่บนหลังคาบ้านหมาของมัน
เหมือนกันกับที่สปาร์กี้เคยฝันจะได้เป็น-ได้ทำอะไรต่อมิอะไรร้อยอย่างพันอย่างตามแต่จินตนาการของเด็กนักอ่านการ์ตูนจะพาไป โดยที่นั่งอยู่แค่บนชั้นสองของร้านตัดผมพ่อ
ในหนังสือที่ระลึกครบ 25 ปีแห่งการจบจากโรงเรียนมัธยม มีการบันทึกว่าในปัจจุบันใครทำอาชีพอะไรตำแหน่งอะไร เมื่อถึงชื่อ ‘ชาร์ล เอ็ม. ชูลซ์’ เพื่อนที่ทำหนังสือเขียนว่า
“ไม่มีข่าว ไม่ทราบว่าทำอะไรอยู่ที่ไหน”
ทั้งนี้เพราะไม่มีใครนึกถึงว่าชาร์ล เอ็ม. ชูลซ์ เจ้าของการ์ตูนพีนัทส์ชื่อก้องโลก จะเป็นคนเดียวกันกับอดีตเพื่อนร่วมรุ่นที่เกือบไม่มีใครจำได้คนนั้น
และแม้แต่สหรัฐอเมริกาก็เพิ่งนึกออกว่าควรจะให้ตำแหน่ง ‘ศิลปินแห่งชาติ’ แก่เขา เมื่อชาร์ลส์ เอ็ม. ชูลซ์ ตายจากไปแล้ว
หัวใจของชาร์ลส์ เอ็ม. ชูลซ์ จะรู้สึกอย่างไรต่อประสบการณ์ต่างๆ ในชีวิต สุดที่จะรู้ได้ แต่หัวใจของสปาร์กี้เหมือนโกดังเก็บความฝันและความผิดหวัง สะสมไว้ตั้งแต่วันเยาว์ หัวใจดวงนี้เป็นแหล่งที่ชาร์ลส์ เอ็ม. ชูลซ์ ได้เข้าไปหยิบสิ่งที่สะสมไว้มาใช้ในการเขียนการ์ตูนพีนัทส์ได้ปีแล้วปีเล่า
ความผิดหวังของเด็กชายสปาร์กี้ ส่งผ่านเด็กหัวกลมชื่อชาร์ลี บราวน์ เจ้าของฉายา “เกิดมาแพ้” (born loser) ทำให้คนทั้งโลกหัวเราะ
เพราะเรื่องตลกไม่ได้มาจากความสุข หากเกิดจากความเศร้า
ความเศร้าที่เกิดขึ้นกับคนอื่น ไม่ใช่เกิดกับเรายังไงล่ะ…