ชาร์ลส์ แปร์โรลท์
Charles Perrault
ค.ศ. 1628-1703
พ.ศ. 2171-2246
เด็กทั้งโลกที่รักนิทานเรื่อง ‘เจ้าหญิงนิทรา’ ‘สโนไวท์’ ‘ซินเดอเรลลา’ ‘หนูน้อยหมวกแดง’ เป็นหนี้บุญคุณชาร์ลส์ แปร์โรลท์
อดีตทนายความชาวฝรั่งเศสผู้นี้ เป็นทั้งกวี นักเขียน และนักรวบรวมนิทาน เขาเก็บเทพนิยายและเรื่องเล่าเก่าแก่ของยุโรป มาเขียนขึ้นใหม่ด้วยภาษาที่น่าอ่าน รวมทั้งตัดบางส่วนที่โหดร้ายสยดสยองออกไป เพื่อให้เหมาะกับเด็กๆ มากขึ้น
หนังสือรวมเล่มนิทานของชาร์ลส์ แปร์โรลท์ขายดีเมื่อ 300 กว่าปีที่แล้ว และยังมีผู้นำนิทานเหล่านี้ไปเล่าใหม่ พิมพ์ใหม่ รวมทั้งทำเป็นภาพยนตร์ การ์ตูน ละคร รวมทั้งละครเพลง อย่างไม่ขาดสาย แม้คีตกวีเอกอย่างไชคอฟสกี้ก็นำ ‘เจ้าหญิงนิทรา’ ไปทำละครโอเปร่ามาแล้ว
ชื่อเสียงของชาร์ลส์ แปร์โรลท์ จึงยืนยงเป็นที่รู้จักอยู่จนทุกวันนี้ ในฐานะหนึ่งในนักเล่านิทานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก
วันเยาว์….
หนูน้อยชาร์ลส์มีชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบายอย่างยิ่ง
เขาเกิดในปารีสมหานครซึ่งสวยงามและเป็นศูนย์กลางแห่งศิลปะแห่งหนึ่งของยุโรป พ่อของชาร์ลส์เป็นที่นับหน้าถือตาของคนในฝรั่งเศส เพราะนอกจากจะเป็นนักประพันธ์มีชื่อเสียงแล้ว ยังเป็นสมาชิกสภาฯ อีกด้วย
ชาร์ลส์เป็นลูกสุดท้อง ทุกคนจึงรักและเอ็นดูเป็นอย่างยิ่ง ทั้งแม่และพี่ๆ สี่คน รวมทั้งญาติๆ และคนรับใช้ ล้วนพะเน้าพะนอตามใจคุณหนูคนเล็กของบ้านกันทั้งนั้น
ดูเหมือนพ่อจะเป็นคนเดียวที่ตามใจชาร์ลส์น้อยที่สุด
แม้จะเอาแต่ใจตัวเอง แต่ชาร์ลส์ก็เป็นเด็กแจ่มใส น่ารัก แถมยังฉลาด เรียนรู้ได้เร็ว เขาชอบฟังนิทานที่พี่เลี้ยงและแม่เล่าให้ฟัง ฟังหนเดียวก็จำและเล่าต่อได้ไม่มีผิดเพี้ยน
แม่เห็นว่าชาร์ลส์เป็นเด็กปัญญาดี จึงเริ่มสอนให้อ่านหนังสือตั้งแต่เขายังพูดไม่ค่อยชัด แค่ห้าขวบชาร์ลส์ก็อ่านหนังสือคล่องแล้ว
ในสายตาของพ่อ เจ้าลูกคนเล็กดูจะมีฤทธิ์เดชเอาการอยู่ พ่อจึงเข้มงวดกับชาร์ลส์เพราะกลัวจะเสียเด็ก เมื่อชาร์ลส์เริ่มเข้าโรงเรียน เขามีหน้าที่จะต้องนั่ง ‘เล่า’ เรื่องวิชาที่เรียนให้พ่อฟังทุกวันหลังอาหารเย็น
ไม่ใช่เล่าเป็นภาษาฝรั่งเศส แต่ต้องเล่าเป็นภาษาละติน ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้ในโรงเรียนชั้นเยี่ยม อย่างโรงเรียนที่พ่อส่งลูกๆ ไปเรียน หนูชาร์ลส์ให้ความร่วมมือกับพ่อเป็นอย่างดี พ่อแม่จึงสบายใจที่ลูกคนเล็กขยันเรียนเหมือนกับพี่ๆ (พี่คนหนึ่งของชาร์ลส์เป็นสถาปนิกชื่อดังของฝรั่งเศส)
แต่เมื่อย่างเข้าวัยรุ่นชาร์ลส์ก็เปลี่ยนไป เขาทนกฎเกณฑ์ไม่ได้ จึงเริ่มกบฏกับความเข้มงวดของพ่อ และระเบียบวินัยของโรงเรียน
ชาร์ลส์เลือกเรียนเฉพาะวิชาที่ชอบ ซึ่งเขาจะทำคะแนนได้ดีเยี่ยม ส่วนวิชาที่ไม่ชอบเขาจะไม่สนใจเลย พ่อแม่และครูจะตักเตือนอย่างไร ชาร์ลส์ก็ไม่ฟัง
การเรียนของชาร์ลส์จึงไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ทำให้เขาไม่มีสิทธิ์เลือกอาชีพที่มีเกียรติในสายตาของคนสมัยนั้น เช่นอาชีพนักกฎหมายที่พ่อแม่หวังให้เขาทำ เพื่อจะได้สมศักดิ์ศรีของวงศ์ตระกูล
เมื่อถึงเวลาเข้าสอบให้ได้ปริญญาทางกฎหมาย ชาร์ลส์เลือกทางออกง่ายๆ ของคนมีเงิน คือให้สินบนอาจารย์ผู้สอบ
เท่านี้ก็ได้ปริญญาทางกฎหมายให้พ่อแม่สบายใจได้
ชาร์ลส์หากินทางกฎหมายได้ไม่นานก็เบื่อ จึงเปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ ชีวิตวัยผู้ใหญ่ของชาร์ลส์จับจดเหมือนเวลาเรียนหนังสือไม่มีผิด
ต่อเมื่อหันเข้าหาแวดวงวรรณกรรมเมื่ออายุเกือบ 60 ปี ชาร์ลส์ แปร์โรลท์ จึงเริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก โดยเฉพาะงานเปรียบเทียบวรรณกรรมโบราณและวรรณกรรมสมัยใหม่ ซึ่งสร้างทั้งมิตรและศัตรูให้แก่เขามากมาย
เมื่ออายุได้ 67 ปี ชาร์ลส์ผู้เป็นหม้ายและไม่มีงานประจำแล้ว จึงคิดหาอะไรทำเพลินๆ โดยรวบรวมนิทานต่างๆ ที่เคยได้ยินได้ฟังมาตั้งแต่วัยเยาว์ และเคยเล่าให้ลูกๆ ฟังอีกต่อหนึ่งมา ‘เล่าใหม่’ และพิมพ์รวมเล่ม โดยใช้ชื่อลูกชายคนเล็กเป็นคนเขียน เพราะรู้สึกเขินๆ ที่จะใช้นามจริงของตนเอง
หนังสือเล่มแรกซึ่งรวมนิทาน 8 เรื่อง สร้างชื่อเสียงให้ชาร์ลส์มากมาย เขาจึงเขียนเพิ่มเติมอีก ทั้งที่เป็นร้อยแก้วและร้อยกรอง
ชาร์ลส์ แปร์โรลท์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ในวัยใกล้ 70 เขายังเป็นคุณหนูชาร์ลส์ที่ชอบนิทาน ทั้งชอบฟังและชอบเล่าเอง
เขายังทำเฉพาะสิ่งที่อยากทำ
และทำได้ดี
โดยมีเยาวชนทั่วโลกรุ่นแล้วรุ่นเล่า เรียงแถวยาวเหยียดตามเส้นทางกาลเวลากว่า 300 ปี ช่วยกันรับประกันคุณภาพ