โคลิน พาวเวลล์

Colin Powell

ค.ศ. 1937-2021
พ.ศ. 2480-2564

เอกบุรุษผิวดำ เชื้อสายผู้อพยพจากเกาะจาเมก้า

เขาเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันคนแรกที่ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งประธานคณะเสนาธิการทหารผสม (Joint Chiefs of Staff) หรือผู้บัญชาการทหารสูงสุดของประเทศ (จากปี ค.ศ. 1989-1993) โดยที่ 11 คนก่อนหน้าเขาล้วนเป็นคนผิวขาวทั้งสิ้น

แต่ที่แปลกยิ่งกว่านั้นคือ เขาเป็นนายทหารโดยผ่านการเรียนระบบ ROTC ซึ่งคล้ายคลึงกับการเรียน ร.ด. ของไทย แทนที่จะผ่านโรงเรียนนายร้อยเวสต์ปอยท์ซึ่งเปรียบได้กับโรงเรียนนายร้อย จปร.

หลังจากเป็นทหารอาชีพอยู่กว่า 30 ปี เขาได้รับเลือกให้เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศใน ค.ศ. 2001 และเป็นแอฟริกันอเมริกันคนแรกก้าวถึงตำแหน่งนี้อีกเช่นกัน

นอกจากจะเป็นนายทหารชั้นเลิศที่มีประวัติหาญกล้า แต่ไม่เคยยกตัวเองว่าเป็นวีรบุรุษแล้ว เขายังเป็นนักพูดและนักเขียนชั้นแนวหน้า อัตชีวประวัติ My American Journey (ค.ศ. 1995) ของเขาเป็นหนังสือเบสต์ เซลเลอร์ และได้ชื่อว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับชีวิตการทหารที่ดีที่สุดเล่มหนึ่ง

วันเยาว์…

เจ้าหนูโคลี่วิ่งซุกซนอยู่ในถิ่นที่อยู่ของชนชั้นแรงงานในกรุงนิวยอร์ก

เพื่อนๆ ที่เล่นอยู่ด้วยกันล้วนต่างผิว ต่างเชื้อชาติ เช่น ไอริช อิตาเลียน โปลิช และเปอร์โตริกัน ซึ่งเป็น ‘ชนกลุ่มน้อย’ ในสหรัฐฯ เพราะเป็นลูกหลานของผู้อพยพเข้ามาทำมาหากินในดินแดนนี้

โคลี่มีชื่อเต็มๆ ว่า Colin Luther Powell แต่พ่อและแม่ออกเสียงชื่อต้นของเขาว่า “โคลิน” ไม่ใช่ “คอลิน” อย่างคนส่วนมาก ตัวเขาจึงมักขอให้คนเรียกเขาว่า “โคลิน” เสมอ

โคลี่เกิดในปี ค.ศ. 1937 ซึ่งเป็นช่วงปลายของยุคเศรษฐกิจตกต่ำในอเมริกา ตำบล Harlem ที่อยู่ของครอบครัวพาวเวลล์ เคยเป็นถิ่นสวยงามของชนชั้นกลางมาก่อน แต่เมื่อเศรษฐกิจถล่มทลาย บรรดาอพาร์ทเมนท์ต่างๆ ที่นักธุรกิจสร้างขึ้นมาเพราะตะกละกำไร กลับขายไม่ออก ผู้สร้างจึงลดราคาลงจนชนชั้นแรงงานสามารถเข้าอยู่ได้

พ่อแม่ของโคลี่อยู่ในจำนวนคนเหล่านี้ ทั้งสองเป็นคนผิวดำที่ย้ายมาจากเกาะจาเมก้า แถบทะเลแคริบเบียน (หมู่เกาะอินดิสตะวันตก) พ่อเป็นเสมียนโรงงานเย็บเสื้อผ้า ส่วนแม่เป็นช่างเย็บ

โคลี่และพี่สาวซึ่งแก่กว่าเกือบห้าปีอยู่กับพ่อแม่ในฮาร์เล็ม ก่อนที่จะย้ายไปอยู่ตำบล Bronx ซึ่งไม่ไกลกันนัก

บรองซ์เต็มไปด้วยชนกลุ่มน้อยเช่นกัน โคลี่จึงไม่เคยรู้สึกแปลกที่เป็นเด็กผิวดำ ในบรองซ์ไม่มีใครดูถูกผิวหรือเชื้อชาติใคร เพราะต่างก็มาจากครอบครัวอพยพที่ต้องปากกัดตีนถีบเหมือนกันทั้งนั้น

ทั้งพ่อและแม่ของโคลี่ทำงานหนัก ออกจากบ้านไปโรงงานตั้งแต่เช้ามืด กว่าจะกลับก็ค่ำ แต่โคลี่และพี่ก็มียายคอยเลี้ยงดูอยู่

ไม่ใช่แต่ยายคนเดียว ยังมีญาติอีกแยะ ไม่นับพวกเพื่อนบ้านอีกด้วย เด็กๆ ร่วมสมัยกับโคลี่จึงมีตาผู้ใหญ่คอยช่วยกันสอดส่อง

และเพราะเหตุนี้เอง เมื่อโคลี่หนีโรงเรียนตอนอยู่ชั้นประถม เขาจึงถูกจับได้ ตั้งแต่นั้นมาพ่อกับแม่ซึ่งเห็นความสำคัญของการศึกษาอย่างยิ่ง จึงให้มีผู้ใหญ่จูงมือโคลี่ไปส่งถึงโรงเรียนทุกวัน

ถึงจะไม่ขาดเรียนอีกแล้ว แต่โคลี่ก็ไม่ค่อยสนใจในวิชาต่างๆ ผลการเรียนจึงแย่เอามากๆ แต่ก็ไม่เคยตก ถึงอย่างไรเมื่อโคลี่อยู่ประถมห้า ครูก็ย้ายโคลี่ไปเรียนกับพวก ‘เด็กช้า’ อยู่ดี

พ่อกับแม่พยายามผลักดันโคลี่ให้ขยันเรียน แต่ก็เข็ญไม่ค่อยไหว ได้แต่ปลอบตัวเองว่า อย่างน้อยลูกก็ไม่ใช่เด็กเหลวไหล เพียงแต่ไม่ชอบเรียนหนังสือเท่านั้น

แม้จะขี้เกียจเรียน แต่โคลี่ก็ใฝ่ฝันที่จะได้เข้า Bronx High School of Science โรงเรียนมัธยมปลายชั้นดีของรัฐบาล เช่นเดียวกันกับเพื่อนๆ ทุกคน

แต่โคลี่ก็อดเข้าเพราะคะแนนต่ำ เขาจึงบ่ายหน้าไปเข้าโรงเรียนมอร์ริส ซึ่งไม่ใช่โรงเรียนดีนัก มีเด็กๆ เกเรอยู่ไม่น้อย แต่โคลี่เอาตัวรอด เพราะเป็นเด็กตัวโตและแข็งแรง จึงไม่มีใครกล้า ‘แหย็ม’ กับเขามากนัก

ไม่แต่เท่านั้น เพื่อนๆ ยังเลือกให้เขาเป็นประธานรุ่นด้วย เพราะมีความรู้สึกว่าเขามีลักษณะผู้นำมากกว่าใครๆ ในชั้น

ช่วงที่อยู่มัธยมปลาย โคลี่ทำงานที่ร้านขายเฟอร์นิเจอร์ตอนเลิกเรียน ทำให้มีรายได้ไว้ใช้จ่าย โดยไม่ต้องรบกวนพ่อแม่ เขากะไว้ว่า เมื่อจบมัธยมแล้วจะไปทำงานช่าง ไม่อยากเสียเวลาเรียนมหาวิทยาลัย เพราะขี้เกียจเรียนเต็มที

แต่พ่อกับแม่ไม่ยอม

พ่อบอกว่าไม่อยากให้ลูกเป็นชนชั้นแรงงาน อย่างที่คนอเมริกันเรียกว่า blue collar… เหมือนพ่อ

ที่คนอเมริกันเรียกพวกกรรมกรว่า ‘บลู คอลลาร์’ เพราะพวกนี้มักใช้เสื้อหรือฟอร์มทำงานสีฟ้าเข้มที่ไม่สกปรกง่าย ส่วนพวกที่ทำงานในออฟฟิส เรียกว่า white collar เพราะงานเบา ไม่เปรอะเปื้อน จึงมักสวมเสื้อสีขาว

ถึงจะขี้เกียจเรียนแล้ว แต่โคลี่ก็ยอมตามใจพ่อแม่ อีกเหตุผลหนึ่งคือ แม้จะจบมัธยมด้วยคะแนนไม่ค่อยดีนัก แต่มหาวิทยาลัยสองแห่งในนิวยอร์กก็รับเขาเข้าเรียน

แห่งแรกคือ NYU (New York University) อันมีชื่อเสียง อีกแห่งคือวิทยาลัยของเมืองนิวยอร์ก (City College) โคลินเลือกแห่งหลัง เพราะเสียเงินค่าสมัครเพียง 10 เหรียญก็เรียนได้แล้ว แต่ NYU คิดค่าเล่าเรียนปีละหลายร้อยเหรียญ ซึ่งหนักเกินไปสำหรับเด็กจากครอบครัวชั้นแรงงาน

เขาเลือกเรียนวิศวะ แต่แล้วก็พบว่าแม้จะเรียนได้เกรดเฉลี่ยดี แต่ตัวเองไม่ชอบบางวิชา เลยหันไปเรียนธรณีวิทยาแทน แต่กลับยิ่งเรียนแย่ลงไปอีก ถึงกระนั้นก็ฝืนเรียนไปเรื่อยๆ เพราะเกรงใจพ่อแม่

ชีวิตของโคลี่พลิกผัน เมื่อเห็นเพื่อนร่วมวิทยาลัยบางคนไปเข้าเรียน ROTC (Reserve Officers’ Training Corps) หรือทหารกองกำลังสำรอง ซึ่งคล้ายๆ กับการเรียน ร.ด. (รักษาดินแดน) ของเด็กไทย

แต่ที่ผิดกันมากคือ การเรียน ร.ด. ซึ่งในปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นหน่วยบัญชาการกำลังสำรองหรือ นสร. นั้น นักศึกษาของไทยเรียนไปเพื่อไม่ต้องถูกเกณฑ์ทหารในภายหลัง แต่ ROTC ของอเมริกันมีวัตถุประสงค์เรียนเพื่อเข้าเป็นนายทหาร

เมื่อเรียนจบปริญญาหรืออนุปริญญา และมีผลการเรียน ROTC ดี ฝึกดี ก็จะได้ต่อสัญญาจากกองทัพ สามารถเป็นนายทหารได้มากกว่าสองปีตามสัญญาเดิม อาจรุ่งเรืองจนได้เป็นนายพล โดยไม่น้อยหน้าพวกที่จบโรงเรียนนายร้อย

โคลี่เห็นพวกนี้ใส่เครื่องแบบหล่อเนี๊ยบ แถมยังเล่าถึงความสนุกในการฝึก ให้ฟัง จึงสนใจไปสมัครเข้าโปรแกรม ROTC

เขาชอบที่ว่า ซึ่งเมื่อจบแล้วจะได้ยศร้อยตรี แถมยังจะมีงานในกองทัพให้ทำด้วย นอกจากนี้ยังมีหลายหน่วยให้เลือก ทั้งทหารการข่าว ทหารช่าง อีกทั้งยังมีหลักสูตรแบบจู่โจม และแบบกระโดดร่ม ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยให้ก้าวหน้าทางทหารได้มาก

หนุ่มน้อยโคลี่กะว่า เป็นนายทหารสักสองปีแล้วค่อยออกมาทำงานอื่น

ในช่วงหยุดฤดูร้อน โคลี่ซึ่งมีอายุได้ 19 ปี ก็ไปฝึก ROTC อยู่ในทางใต้ของสหรัฐฯ จะเรียกว่าเป็นครั้งแรกที่เขาจากบ้านในนิวยอร์กก็ได้

และเป็นครั้งแรกที่โคลี่ได้เห็นการเหยียดผิว

ก่อนหน้านี้เขาแทบไม่รู้สึกถึงการเหยีดผิว เพราะพ่อแม่มาจากจาไมก้า คนผิวดำที่นั่นไม่รู้สึกตัวว่าเป็นพลเมืองชั้นสองเหมือนคนดำในสหรัฐฯ โคลี่ไม่เคยได้สัมผัสถึงความขมขื่นของ ‘นิโกร’ ที่ถูกแบ่งชั้นวรรณะ

เมื่อได้สัมผัสกับการถูกเหยียดหยามผิวในทางใต้ โคลี่ไม่ได้นึกโกรธเกลียดหรือเสียใจ เพราะรู้สึกว่าไร้ประโยชน์ เขากลับบอกกับตัวเองว่าในชีวิตนี้จะต้องทำให้ดีที่สุด เพื่อเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า แม้ต่างผิวพรรณ แต่ความสามารถก็ไม่ต่าง อาจเก่งได้เท่าคนผิวขาวหรือยิ่งกว่า

ประหลาดนัก…

ในปี ค.ศ. 1954 ที่โคลี่เข้าฝึก ROTC ครั้งแรกนี้ ก็เป็นปีที่กองทัพบกสหรัฐฯ ยกเลิกกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เคยมีไว้ขวางกั้นไม่ให้ทหารผิวดำได้รับสิทธิต่างๆ ในกองทัพเท่ากับทหารผิวขาว

แม้แต่กฎที่ว่า ให้ทหารผิวดำมียศสูงสุดได้แค่พลจัตวา หรือนายพลดาวเดียว ก็ถูกยกเลิก นับจากนี้เป็นต้นไป ทหารผิวดำที่มีความสามารถ จะเป็นได้ถึงพลเอกหรือนายพลสี่ดาว อันเป็นยศสูงสุดทางทหาร

ราวกับสวรรค์สั่งเปิดทางให้มีผู้บัญชาการทหารสูงสุดชื่อ พลเอกโคลิน พาวเวลล์ ในอนาคต

โคลินผู้ไม่ค่อยจะเอาไหนในการเรียน พบว่าการเรียน-การฝึกทหารนั้น ทั้งสนุก ทั้งน่าสนใจ และน่ารู้ไปหมด เขาก็เลยตั้งใจเต็มที่ในทุกๆ ด้านและทำได้ดีเลิศ

หนุ่มน้อยโคลินตั้งหน้าเรียนวิทยาลัยและเข้าโปรแกรม ROTC ไปพร้อมๆ กันจนจบปริญญาตรี และได้ยศร้อยตรีทหารบกตามที่ปรารถนา

จากที่คิดไว้ว่าจะเป็นนายทหารแค่สองปี โคลินผู้ซึ่งได้รับการต่อสัญญาจากกองทัพ พบว่าตัวเองต้องการที่จะเป็นทหารอาชีพ

เขาพร้อมที่จะอยู่ในเครื่องแบบไปตลอดชีวิต

พลเอกโคลิน พาวเวลล์บอกเองว่า แม้ในครั้งนั้น ใครไปบอกโคลี่หนุ่มน้อยวัย 19 ปี ว่าเขาจะต้องเผชิญอะไรบ้างตลอดชีวิตการเป็นทหาร เขาก็คงไม่เปลี่ยนใจไปทำอย่างอื่น

ก็ฟ้าลิขิตมาแล้วนี่นะ…