ดักลาส แมคอาร์เธอร์
Douglas MacArthur
ค.ศ. 1880-1964
พ.ศ. 2423–2507
นายพลอเมริกันที่เป็นทั้งพระเอกและผู้ร้ายในสงครามโลกครั้งที่สอง และสงครามเกาหลี
เขาเป็นผู้บัญชาการกองทัพสัมพันธมิตรในเซ้าท์ แปซิฟิก และเป็นเจ้าของสำนวน “I shall return.” หรือ “ข้าพเจ้าจะกลับมา” หลังจากถูกบังคับให้ออกจากฟิลิปปินส์เมื่อญี่ปุ่นบุกในช่วงที่ฝรั่งเพลี่ยงพล้ำในระยะต้นของสงครามโลกครั้งที่สอง
เมื่อญี่ปุ่นเริ่มอ่อนล้าในช่วงปลายสงคราม เขาได้กลับไปตามสัญญา ทำให้คนฟิลิปปินส์ถือว่าเขาคือฮีโร่ที่ไปปลดปล่อยให้พ้นมือญี่ปุ่นจนทุกวันนี้
หลังสงคราม แมคอาร์เธอร์เป็นผู้ควบคุมกองทัพอเมริกันในญี่ปุ่น เขาได้ชื่อว่าช่วยราชวงศ์ญี่ปุ่นให้พ้นจากการถูกกล่าวหาว่าเป็นอาชญากรสงคราม อีกทั้งยังช่วยผลักดันการพัฒนาญี่ปุ่นในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง สิทธิมนุษยชน รวมทั้งการศึกษา หญิงในญี่ปุ่นมีสิทธิในการศึกษาเท่าเทียมผู้ชายก็เป็นผลงานของแมคอาร์เธอร์
ในสงครามเกาหลี เขาเป็นผู้บัญชาการกองกำลังสหประชาชาติ แต่ถูกปลดเพราะร่ำๆ จะบอมบ์จีนและเกาหลีเหนือ จนใครๆ กลัวว่าจะทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่สาม
แมคอาร์เธอร์ยังเป็นเจ้าของคำพูดที่ว่า “Old soldiers never die.” ที่ทหารประเทศต่างๆ จำมาใช้ด้วยความภาคภูมิใจ น้อยคนที่จะรู้ว่าเขาขอยืมข้อความนี้มาจากเพลงฮิตในสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และประโยคเต็มๆ คือ Old soldiers never die; they just fade away… หรือ “ทหารเก่าไม่มีวันตาย เพียงค่อยๆ จางหายไป”
แมคอาร์เธอร์ใช้ชีวิตเงียบๆ หลังเกษียณ และค่อยๆ จางหายไปจากความทรงจำของคนส่วนมาก ก่อนจะเสียชีวิตอย่างเงียบๆ ในวัยชรา
เป็นเครื่องยืนยัน… ทหารเก่าก็มีวันตายเหมือนคนอื่นๆ
วันเยาว์…
หนูดั๊กซึ่งมาจากตระกูลทหารแท้ เกิดในค่ายทหารซึ่งพ่อประจำการอยู่ที่รัฐอาร์คันซอ
สิ่งที่คุ้นหูตั้งแต่จำความได้คือ เสียงแตรปลุกและแตรนอนในค่าย และเสียงพึ่บพับพร้อมเพรียงของทหารเวลาหัดสวนสนาม ประกอบกับเพลงมาร์ชจากแตรวง
พ่อของดั๊กเป็นนายทหารที่มีเหรียญกล้าหาญมากมายเป็นเครื่องยืนยันความสามารถในสงคราม อีกทั้งยังเป็นที่นับถือของผู้บังคับบัญชาและลูกน้อง
พ่ออาจจะใหญ่ที่อื่น แต่คนใหญ่ที่สุดในบ้านดูเหมือนจะเป็นแม่
แม่ซึ่งคนทั้งค่ายรู้จักในนาม ‘พิงกี้’ มีลูกชายมาแล้วสองคน หวังเอาไว้ว่าลูกคนที่สามจะเป็นหญิง แต่เมื่อดั๊กเกิดมาเป็นผู้ชาย แม่ก็ไม่ยอมแพ้จับลูกคนเล็กไว้ผมยาวและแต่งตัวเหมือนเด็กผู้หญิงจนกระทั่งแปดขวบ
ถึงกระนั้นแม่ก็ไม่ได้ทำให้ดั๊กกลายเป็นเด็กอ่อนแอ
แม่เลี้ยงลูกทุกคนให้เป็นลูกผู้ชายเต็มที่ ต้องอดทน ต้องกล้าหาญ ห้ามแหย ห้ามร้องไห้ แม่เคยผ่านยุคที่ชาติแตกแยกด้วยสงครามกลางเมืองมาแล้ว แม่จึงถ่ายทอดความรู้สึกความรักชาติ เห็นความสำคัญและผลประโยชน์ของชาติเหนือตัวเองให้แก่ลูกๆ อย่างเต็มเปี่ยม
แม่มีความหวังในตัวดั๊กมากกว่าคนอื่นๆ คอยกวดขันดูแลให้เขาท่องหนังสือ และทำกิจกรรมต่างๆ แม้ดั๊กจะเรียนเป็นลำดับต้นๆ ของชั้น แม่ก็ไม่เคยลดความเข้มงวด
และแม้ผลการเรียนของดั๊กดีพอที่จะเรียนอะไรก็ได้ตามต้องการ แต่เขาไม่เคยอยากเป็นอะไรเลยนอกจากเป็นทหารเหมือนพ่อ
เขาเข้าโรงเรียนทหารสำหรับเด็กเล็กตั้งแต่อายุได้ 13 ปี โดยมีผลการเรียนเป็นเลิศอยู่ตลอด
แม่พยายามจะหนุนให้เขาเข้าโรงเรียนนายร้อยเวสต์ปอยต์ตั้งแต่ยังอายุแค่ 16 ปี แต่โรงเรียนไม่ยอมรับจนกระทั่งเขาอายุได้ 18 ตามกฎเกณฑ์ เป็นเครื่องยืนยันว่าโรงเรียนนายร้อยทหารบกแห่งสหรัฐอเมริกา ไม่เปิดโอกาสให้ใครมา ‘แหกกฎ’ ได้ง่ายๆ
แม่ย้ายไปเช่าโรงแรมใกล้ๆ กับเวสต์ปอยต์ เพื่อกวดขันการเรียนของดั๊กโดยใกล้ชิดต่อไป ว่ากันว่าแม่สามารถเห็นหน้าต่างห้องในหอพักที่ดั๊กอยู่ และใช้กล้องส่องทางไกลคอยดูว่าเขาเวลาท่องหนังสือตามที่แม่กำหนดหรือเปล่า
ความพยายามทั้งของดั๊กและของแม่ ทำให้เขาจบโรงเรียนนายร้อยด้วยคะแนนสูงสุด สมใจแม่ทีเดียว
ความเป็นทหารหาญในชีวิตการทำงานของดั๊ก สมใจแม่อีกเหมือนกัน เพราะดั๊กก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทั้งด้วยความสามารถของตัวเอง และความ ‘เส้นใหญ่’ อีกทั้งยังมีแม่เป็น ‘จอมจุ้นจ้าน’ คอยพูดสนับสนุนลูกกับผู้บังคับบัญชา หรือเขียนจดหมายไปแจกแจงว่าทำไมจึงควรให้ดักลาสได้เลื่อนขั้นหรือเลื่อนตำแหน่ง
ดักลาส แมคอาร์เธอร์ ได้ชื่อเป็นนายชนิดไม่ยอมให้ลูกน้องล้ำเส้น ในขณะเดียวกันก็เป็นลูกน้องที่เจ้านายคุมได้ยาก เพราะมักจะล้ำเส้นและคิดว่าตัวเองรู้ดีกว่านายเสมอ
คนเดียวที่คุมดักลาส แมคอาร์เธอร์ ได้โดยไม่ต้องออกแรงคือแม่
แม้เมื่อเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพสหรัฐฯ ฮีโร่สงครามอย่างดักลาส แมคอาร์เธอร์ ยังต้องกลับบ้านไปรับประทานข้าวกลางวันกับแม่ทุกวัน
ทหารใต้บังคับบัญชาของเขา แต่งเพลงสารพัดล้อเลียนแมคอาร์เธอร์ลับหลัง
เพลงหนึ่งมีเนื้อร้องถอดเป็นภาษาไทยได้ว่า…
“ศัตรูมาทั้งกองทัพ แมคอาร์เธอร์ไม่หยั่น อย่าส่ง(แม่) ‘พิงกี้’ มาแล้วกัน…ฯลฯ”