เอลวิส เพรสลีย์
Elvis Presley
ค.ศ. 1935–1977
พ.ศ. 2478-2520
นักร้องนักแสดงที่ชาวอเมริกันยกย่องให้เป็น ‘ราชาแห่งร็อกแอนด์โรล’ มาตั้งแต่ต้นยุค 60s
เอลวิสเป็นหนุ่มยากจน ไร้การศึกษา ที่อาศัยเสียงและวิธีร้องเพลงที่ไม่เหมือนใคร รูปลักษณ์ที่ต้องใจคนหนุ่มสาว พุ่งขึ้นสู่ชื่อเสียงความเป็นนักร้องเพลงร็อก ก่อนไปแสดงภาพยนตร์เพลงหลายเรื่อง
ในช่วงหลังเอลวิสขับรถผิดช่องทางชีวิต ตกเป็นทาสยานานาชนิด แต่ก็ยังเป็นขวัญใจคนดูเมื่อแสดงสดทั้งๆ ที่มีรูปร่างอ้วนฉุ
เขาเสียชีวิตไปในวัยต้น 40 แต่ผลงานของเขายังขายได้เป็นอันดับหนึ่งของศิลปินผู้ล่วงลับทั้งหมด
เอลวิสมีชื่อก้องโลกในยามเป็น และยังคงดังอยู่แม้ชีวิตจะหาไม่
วันเยาว์…
เขามีพี่ชายซึ่งเป็นคู่แฝดชื่อ Jesse Garon Presley แต่เจสสีปราศจากลมหายใจมาตั้งแต่แรกคลอด อีก 30 นาทีต่อมา เอลวิสจึงตามพี่ชายออกมาดูโลก
พ่อเวอร์นอนและแม่แกลดีส์ให้ชื่อเขาว่า Elvis Aron Presley
หนูน้อยเอลวิสเกิดที่ East Tupelo เมืองชนบทเล็กๆ รัฐมิสซิสซิปปี ในกระท่อมที่พ่อขอยืมเงินนายจ้างมาสร้าง แต่พ่อซึ่งมีอาชีพเป็นกรรมกรโรงงานไม่มีเงินจ่ายค่าแพทย์ คุณหมอจึงต้องไปเรียกค่าทำคลอดเอาจากสวัสดิการคนยากไร้แทน
แถบที่พวกเพรสลีย์อาศัยอยู่ มีพายุทอร์นาโดหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ‘นักบิด’ (Twister) เกิดขึ้นเป็นประจำ แม่แกลดีส์ต้องคอยระวัง พอเห็นท่าไม่ดีก็ต้องอุ้มหนูเอลวิสวิ่งไปหลบในถ้ำใกล้ๆ บ้าน พร้อมกับคนอื่นๆ แถวนั้น
เมื่อหนูเอลวิสได้ขวบกว่าๆ เกิดพายุทอร์นาโดรุนแรง บ้านในแถบเดียวกันพังวินาศไปหลายร้อยหลัง เหลือแต่โบสถ์กับกระท่อมน้อยบ้านเกิดของเอลวิสเท่านั้น
แม่ซึ่งถือโชคลางอยู่แล้ว ลงความเห็นว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นสัญญาณว่า พระเจ้ามีพระประสงค์ให้เอลวิสเติบโตขึ้นเป็นคนสำคัญของโลก แต่หลังจากนั้นไม่นานพ่อกลับต้องจากลูกเมียไปอยู่ในคุกถึงสามปี เพราะแอบแก้ตัวเลขเพียงไม่กี่เหรียญในเช็คที่ได้จากเจ้านาย
ระยะนั้นแม่ต้องหอบเจ้าหนูเอลวิสไปอยู่กับปู่และย่า แล้วรับจ้างเย็บผ้าเลี้ยงลูก เมื่อใดที่พอมีเงินบ้างก็จะพาลูกชายขึ้นรถเมล์ไปครึ่งค่อนวันเพื่อเยี่ยมสามีที่เรือนจำ
แม่แกลดีส์ก็รักและเป็นห่วงเอลวิสมาก ดูแลอย่างใกล้ชิดแทบไม่ให้คลาดสายตา เพราะกลัวจะจากไปอย่างแฝดผู้พี่ แม่ไม่อนุญาตให้เจ้าหนูไปไกลเกินกว่าเสียงเรียกของแม่ และห้ามเล่นแรงๆ หรือเล่นผาดโผน รวมทั้งห้ามข้ามถนนเอง
ที่ห้ามเด็ดขาดคือห้ามไปเล่นริมน้ำ เพราะแม่กลัวลูกชายจะตกน้ำตาย ครั้งเดียวที่เอลวิสแอบไป แม่จับได้และตีจนเขาเข็ดไม่กล้าไปอีกเลย
หนูเอลวิสเป็นเด็กพูดไม่ชัด ซึ่งแม่เห็นว่าน่ารักเหลือเกิน เอลวิสจึงพยายามเอาใจแม่โดยพูดไม่ชัดกับแม่ไปตลอดชีวิตเวลาที่อยู่กับแม่สองคน
พ่อออกจากคุกแล้วก็รับภรรยาและลูกกลับบ้าน แต่พ่อตกงานบ่อยๆ ทุกครั้งที่พ่อเปลี่ยนงาน แม่กับลูกก็ต้องย้ายไปเช่าบ้านใกล้ๆ กับที่ทำงานพ่อ เพื่อให้พ่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง บางครั้งก็ต้องย้ายเพราะติดค้างค่าเช่า
หลายครั้งที่พ่อแม่พาหนูเอลวิสออกจากบ้านกลางดึกเพื่อหนีการจ่ายค่าเช่า เคราะห์ดีว่ามีญาติเยอะพอไปพึ่งพาอาศัยได้เสมอ แต่ก็อยู่ได้ระยะสั้นๆ เท่านั้นเพราะต่างคนต่างจน ไม่มีใครช่วยใครได้นานนัก
ครอบครัวเพรสลีย์มีความเป็นอยู่คล้ายกันกับคนไทยในชนบท บ้านเกือบทุกหลังที่อยู่จะไม่มีห้องส้วม (ต้องออกไป ‘ทุ่ง’ เหมือนคนไทยสมัยก่อน) ไม่มีน้ำประปาใช้ ต้องรองน้ำฝนไว้ใช้เอง ตามถนนในหมู่บ้านจะไม่มีไฟ เมื่อมืดแล้วพ่อแม่จะไม่อนุญาตให้เอลวิสไปเล่นนอกบ้าน
หากอากาศไม่หนาว เอลวิสจะเดินเท้าเปล่าเหมือนเด็กคนอื่นๆ เพราะส่วนใหญ่พ่อแม่จะซื้อรองเท้าให้ต่อเมื่อไปโรงเรียนเท่านั้น
เมื่อเอลวิสโตพอเข้าโรงเรียน แม่จะเดินไปรับไปส่งทุกวัน ผิดกับเด็กอเมริกันส่วนมากที่ไปโรงเรียนเอง ทำให้เขาโดนเพื่อนล้ออยู่เป็นประจำ
แม่แกลดีส์ของเอลวิสชอบเต้นรำ ชอบดนตรีและรักการร้องเพลง เจ้าหนูจึงรับนิสัยเหล่านี้มาจากแม่ เขาร้องเพลงได้ดีตั้งแต่เด็ก และจะตั้งใจร้องเป็นพิเศษเวลาไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์กับพ่อแม่ แต่ในขณะเดียวกันก็ชอบร้องเพลงลูกทุ่งและเพลงคาวบอยด้วย
เมื่ออายุได้เก้าขวบ เอลวิสได้ไปดูพี่ชายเพื่อนจัดรายการวิทยุ พี่ชายเพื่อนเห็นเขาชอบร้องเพลงจึงชวนให้ร้องออกอากาศและช่วยเล่นกีตาร์คลอให้ ทำให้เจ้าหนูตื่นเต้นมาก นับเป็นการ ‘ออกอากาศ’ ครั้งแรกในชีวิตของผู้ที่จะเป็นร็อกราชันย์ในอนาคต
ครูประจำชั้นก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เห็นว่าเอลวิสมีความ ‘พิเศษ’ จึงส่งเขาไปประกวดในงานแฟร์ของท้องถิ่น ที่มีลักษณะคล้ายๆ งานวัดบ้านเรา เอลวิสเลือกร้องเพลงชื่อ Old Shep ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กและสุนัข เขาได้ที่สองและได้เงินรางวัลห้าเหรียญ ซึ่งมีค่ามากสำหรับเด็กฐานะอย่างเขา Old Shep เป็นหนึ่งในเพลงโปรดของเอลวิส แม้เมื่อเป็นนักร้องดังแล้วเขาก็ยังบันทึกแผ่นเพลงนี้ไว้
เด็กที่ชนะเอลวิส ได้รางวัลที่หนึ่งไปครองชื่อเด็กหญิงชื่อเชอร์ลี่ โจนส์ ต่อมาเธอกลายเป็นนักร้องนักแสดงที่มีชื่อเสียงของฮอลิวู้ด
นอกจากจะฝันอยากเป็นนักร้อง เอลวิสยังฝันจะเป็น Captain Marvel ซุปเปอร์ฮีโร่ระดับเดียวกับซุปเปอร์แมนที่เขาชอบอ่านเป็นประจำในหนังสือการ์ตูนสำหรับเด็ก เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ เวลาแสดงในลาส เวกัสเอลวิสจะใส่เสื้อคลุมคล้ายๆ กันกับกัปตันมาร์เวล และมีแหวนหรือเครื่องประดับอื่นๆ เป็นตราสายฟ้าของกัปตันมาร์เวลด้วย
แม้จะอยากเหาะได้อย่างกัปตันมาร์เวล แต่เอลวิสก็รู้ว่าในโลกแห่งความจริง จักรยานน่าจะเป็นประโยชน์ที่สุด เขาเพียรขอให้แม่ซื้อให้ แต่พ่อแม่ไม่มีสตางค์พอ เมื่อเขาอายุได้ 11 ขวบ แม่ปลอบใจโดยซื้อกีตาร์ราคาถูกให้เล่น เอลวิสไม่ผิดหวัง กลับดีใจเสียอีกว่ามีกีตาร์ไว้เล่นประกอบเวลาร้องเพลง จากนั้นเขาก็เที่ยวขอให้ใครๆ รวมทั้งหลวงพ่อนักเทศน์ช่วยสอนคอร์ดกีตาร์ให้
เด็กชายเอลวิสเริ่มร้องเพลงให้เพื่อนๆ ฟังเป็นประจำนับแต่นั้นมา
เมื่อเอลวิสอายุได้ 13 เขากับแม่ต้องย้ายบ้านตามพ่อไปอยู่เมืองเมมฟิส
ชีวิตในเมืองแย่ยิ่งกว่าสมัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ เพราะแฟลตราคาถูกที่พวกเขาเช่าอยู่สกปรกชนิดหนูวิ่งคึ่ก ผู้คนตึกรามหนาแน่นน่าอึดอัด เด็กบ้านนอกอย่างเอลวิสไม่คุ้นเคยกับความเป็นอยู่ในเมืองใหญ่ เขาจึงไม่มีความสุขเลยในระยะต้นๆ
แต่จะเรียกว่าเป็นพรหมลิขิตก็ได้ เพราะเมมฟิสเป็นศูนย์กลางดนตรีที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งในสหรัฐฯ ที่นี่เองเอลวิสได้พบ ได้ฟังนักดนตรีทุกรูปแบบ รวมทั้งนักดนตรีบลูส์ซึ่งจะมีอิทธิพลต่อการร้องเพลงของเขาต่อไป
เพื่อนๆ ในโรงเรียนที่เมมฟิสชอบที่เอลวิสร้องเพลงเก่ง และนั่นก็เป็นสิ่งเดียวที่เขาทำเข้าท่าในโรงเรียน เพราะเขาไม่ชอบเรียนหนังสือ ไม่ชอบเล่นกีฬา แม้กระทั่งวิชาดนตรีเขาก็ได้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ ยิ่งเมื่อไปได้งานพิเศษที่โรงหนัง ซึ่งทำให้ได้ดูหนังฟรี ได้พบสาวๆ เอลวิสก็ยิ่งหมดความสนใจการศึกษา
เขาเริ่มแต่งตัวเป็นจิ๊กโก๋ ไว้ผมยาว แถมยังย้อมผมสีน้ำตาลเข้มให้ดำสนิท จนเพื่อนๆ ล้อว่าใช้ยาขัดรองเท้าแทนน้ำมันใส่ผม แต่สาวๆ ชอบเอลวิสเพราะเสียงร้องเพลง และความหล่อเข้ม ซึ่งญาติหลายคนลงความเห็นว่าเขาได้มาจากทวดผู้หญิงที่เป็นอินเดียนแดง
แม่แกลดีส์เป็นห่วงลูกชาย จึงบังคับให้เขาเลิกทำงานและให้เรียนจบมัธยมก่อน จะให้กลับไปทำงานใหม่ เอลวิสซึ่งเป็นคนรักแม่มากจึงยอมทำตาม
เอลวิสเล่าเองในภายหลังว่า ยังสงสัยอยู่ว่าตัวเองเรียนจบมาได้ยังไง เพราะไม่เคยท่องหนังสือและไม่เคยฟังครูเลย
แต่ที่แน่ๆ คือ วันที่จบจากโรงเรียนเขาหล่อเป็นพิเศษ เพราะเจ้าของร้านสูทในเมมฟิสต์ให้ขอยืมเสื้อใส่ไปงานรับประกาศนียบัตร
เมื่อจบมัธยมแล้ว เอลวิสก็ทำงานเป็นคนขับรถบรรทุก เขาไม่เคยมีความคิดที่จะเข้ามหาวิทยาลัย
ในสมัยก่อนที่จะมีเทปหรือเครื่องมือบันทึกเสียงจำหน่ายอย่างแพร่หลาย บริษัทแผ่นเสียงในอเมริกาจะมีแผนกหนึ่งที่รับบันทึกเสียงให้คนทั่วไป โดยคิดเงินสี่ดอลลาร์ต่อหนึ่งแผ่น
ใน ค.ศ. 1953 หนุ่มน้อยเอลวิสในวัย 17 ปีกำเงินสี่ดอลลาร์เข้าไปในบริษัทแผ่นเสียง แล้วบอกว่าอยากร้องเพลงบันทึกแผ่นไปให้แม่ในวันเกิด
พนักงานบริษัทแผ่นเสียงให้ความสนใจเขาเป็นพิเศษเพราะเห็นว่ามีเสียงและวิธีการร้องเพลงที่ไม่เหมือนใคร
หนึ่งปีหลังจากนั้นบริษัทแผ่นเสียง Sun Studios จึงติดต่อให้หนุ่มพนักงานขับรถบรรทุกที่ชื่อเอลวิส เพรสลีย์ไปร้องเพลงบันทึกแผ่นเสียง
ไม่นาน… อดีตเด็กน้อยที่คลอดด้วยเงินอุดหนุนจากสวัสดิการคนยากไร้ ก็กลายเป็นเอลวิส เพรสลีย์ ‘ร็อกราชันย์’ ของโลก