ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล

Florence Nightingale

ค.ศ. 1802-1910
พ.ศ. 2451-2436

สุภาพสตรีอังกฤษผู้สร้างรากฐานและบุกเบิกการพยาบาลแผนใหม่ ไม่ใช่เฉพาะแต่ในอังกฤษ หากยังเป็นแรงสำคัญในการส่งเสริมให้การดูแลผู้ป่วยทั่วโลกพ้นจาก ‘ยุคมืด’ ที่ขาดสุขอนามัยเข้าสู่ระดับวิชาชีพพยาบาลศาสตร์อันสมควรแก่การยกย่องเช่นทุกวันนี้

ทหารอังกฤษในสงครามไครเมียน ขนานนามเธอว่า The Lady with the Lamp หรือสุภาพสตรีแห่งดวงประทีป เพราะเธอใส่ใจถือตะเกียงเดินเยี่ยมดูอาการผู้ป่วยแม้ในยามค่ำคืน

ความทุ่มเทและเสียสละทำให้ชื่อเสียงของเธอโด่งดัง แม้อาการป่วยที่ติดตัวมาจากสงครามไครเมียนจะทำให้ต้องเลิกทำงาน แต่เธอก็ยังใช้เวลาทั้งชีวิตเป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำด้านการพยาบาลแก่ตัวแทนจากทุกประเทศทั่วโลก

ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ไม่ได้ทำงานเพื่อสังคมเฉพาะเมื่อมีชีวิตอยู่เท่านั้น แต่ยังทิ้งมรดกส่วนตนไว้เพื่อสนับสนุนด้านการศึกษาต่อไปอีกด้วย

ดวงประทีปของสุภาพสตรีท่านนี้จึงส่องแสงสว่างให้สังคมโดยไม่มีวันดับ

วันเยาว์…

เธอเกิดที่เมืองฟลอเรนซ์ในประเทศอิตาลี บิดามารดาจึงให้ชื่อลูกสาวคนที่สองว่า ‘Florence’ ตามอย่างลูกสาวคนโตซึ่งเกิดในเมือง Naples และถูกเรียกว่า Parthenope ตามชื่อเก่าของเมือง

ฐานะอันร่ำรวยของตระกูล และความรักอันเหลือล้นของครอบครัว ทำให้ฟลอเรนซ์มีวัยเด็กที่สุขสบาย ชีวิตในอิตาลีสดใสสำหรับเด็กๆ ทั้งฟลอเรนซ์และพี่สาวรักดินแดนที่แจ่มจ้าด้วยแสงแดด และผู้คนที่รื่นเริงสนุกสนาน

เมื่อต้องกลับอังกฤษ หนูน้อยฟลอเรนซ์ผิดหวังกับดินแดนที่มืดชื้น และผู้คนที่เคร่งครัด แม้แต่พ่อกับแม่ก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนแปลงไป เพราะมีเวลาให้กับลูกๆ น้อยลง ในเมื่อมีงานสังคมมากขึ้นกว่าสมัยอยู่ในอิตาลี

นอกจากงานสังสรรค์สังคมตามประสาสุภาพสตรีชั้นสูง แม่ยังกลายเป็นนักต่อต้านการมีทาสตัวยง ผลงานของแม่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประเทศอังกฤษล้มเลิกระบบค้าทาส

แม่เป็นคนมีจิตเมตตาต่อผู้ด้อยโอกาสอย่างมาก และดูเหมือนฟลอเรนซ์รับส่วนนี้ของแม่มาเต็มๆ

ในเมื่อพ่อและแม่ใช้เวลาส่วนใหญ่กับการสังคม ฟลอเรนซ์กับพี่สาวจึงต้องอยู่กับพี่เลี้ยง ตามแบบเด็กๆ ในครอบครัวชั้นสูงของอังกฤษสมัยวิคตอเรียเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วโน้น

ทั้งสองคนไม่ได้เข้าโรงเรียน เพราะเป็นเด็กผู้หญิง ในสมัยดังกล่าวมีแต่โรงเรียนสำหรับนักเรียนชายเท่านั้น เด็กผู้หญิงที่ฐานะยากจนจะไม่ได้เรียนหนังสือเลย แต่พวกที่ฐานะดี ก็จะได้เรียนกับครูที่พ่อแม่จ้างมาสอนที่บ้าน

พี่สาวชอบการเย็บปักถักร้อย และการวาดภาพ แต่ไม่ค่อยชอบเรียนวิชาต่างๆ ในขณะที่ฟลอเรนซ์อยากเรียนไปหมด ไม่ว่าจะเป็นวรรณคดี ภาษาต่างๆ รวมทั้งคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ซึ่งใครๆ ก็บอกว่า ไม่จำเป็นสำหรับสุภาพสตรี แต่ฟลอเรนซ์ก็เรียกร้องที่จะเรียนอยู่ดี

พ่อและแม่ลงความเห็นว่าเธอเป็นเด็กฉลาดที่ “แสนดื้อ”

นอกจากจะดื้อใฝ่หาความรู้แล้ว ฟลอเรนซ์ยังเริ่มชอบการดูแลรักษาคนและสัตว์ที่เจ็บป่วยมาตั้งแต่ยังไม่สิบขวบ เวลาไปพักบ้านที่ต่างจังหวัดกับครอบครัว เธอจะ ‘เล่น’ เป็นผู้พยาบาลบรรดาลูกๆ คนงานในฟาร์ม

หากมีสัตว์เจ็บป่วย เด็กหญิงฟลอเรนซ์ก็จะกระวีกระวาดทำหน้าที่คุณหมออย่างเต็มกำลังเช่นกัน

ดูเผินเหมือนการเล่นสนุกของเด็กๆ แต่ส่วนลึกในใจ ฟลอเรนซ์รู้ว่านี่คือสิ่งที่เธอต้องการจะทำด้วยศรัทธาเต็มเปี่ยม

เธอเริ่มเห็นความแตกต่างระหว่างชีวิตของตัวเองกับเด็กยากจนในอังกฤษอย่างชัดเจน และเริ่มรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของผู้มีโอกาสดีกว่าในชีวิตที่จะต้องให้ความช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส

ในวัยเพียง 16 ปี ฟลอเรนซ์เกิดความรู้สึกแน่ใจว่า พระเจ้าให้เธอเกิดมาในโลกนี้เพื่อให้ช่วยเหลือคนอื่น เธอจึงยิ่งสนใจการรักษาพยาบาลมากขึ้น ถึงกับแอบหาหนังสือมาอ่านหาความรู้ด้วยตัวเอง ไม่แต่เท่านั้น เธอยังแอบไปเยี่ยมโรงพยาบาลใกล้ๆ บ้านอยู่เป็นประจำด้วย

โรงพยาบาลในอังกฤษในสมัยนั้นสกปรกและล้าหลัง ต่างจากที่ฟลอเรนซ์เคยเห็นในฝรั่งเศส เมื่อครั้งเดินทางไปในยุโรปกับครอบครัว แม่ชีฝรั่งเศสทำงานพยาบาลอย่างมีประสิทธิภาพ สะอาด รวดเร็วและมีหลักเกณฑ์ ฟลอเรนซ์อยากให้โรงพยาบาลอังกฤษมีระดับเช่นนั้นบ้าง

ความสนใจของฟลอเรนซ์ทำให้พ่อ แม่ และ ‘พาธี’ พี่สาวไม่สบายใจ เพราะอาชีพพยาบาลในยุคนั้นเกือบจะต่ำต้อยไปกว่าอาชีพโสเภณีเสียอีก ทั้งสามคนลงความเห็นว่าฟลอเรนซ์ ‘ไม่รักดี’ การมีเมตตาจิตต่อชนชั้นล่างเป็นสิ่งสมควร แต่การไปคลุกคลีกับความเจ็บป่วยและความโสโครกในโรงพยาบาล ไม่ใช่สิ่งที่ชนชั้นสูงควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว

พาธีถึงกับแกล้งป่วย ส่วนแม่ตีโพยตีพายไม่เว้นแต่ละวัน แต่ฟลอเรนซ์ยังคงดื้อต่อ จนพ่อยอมแพ้ ส่งเธอไปเรียนต่อที่เยอรมนี โดยให้ลูกสาวสัญญาว่าจะไม่บอกใครเรื่องอยากเป็นพยาบาล เพื่อที่ครอบครัวจะได้ไม่ต้อง “อายชาวบ้าน”

พ่อ แม่ และพี่จะไปรู้ได้อย่างไร ว่าความไม่รักดีของฟลอเรนซ์ จะนำมาซึ่งชื่อเสียงและความศรัทธา-นับถือจากคนรอบโลก ที่ไม่มีวันจางแม้เวลาจะล่วงเลยไปนับร้อยปี