จอร์จ ลูคัส

George (Walton) Lucas, Jr.

ค.ศ. 1944-
พ.ศ. 2487-

บุคคลแถวหน้าในตำนานแห่งภาพยนตร์

ความยิ่งใหญ่ของจอร์จ ลูคัส วัดได้ง่ายๆ จากความจริงที่ว่า เขาคือผู้ทำให้เกิดคำว่า blockbuster (หนังฟอร์มยักษ์ที่ทำเงินถล่มทลาย) ขึ้นเป็นครั้งแรก

เขาเป็นทั้งผู้กำกับ ผู้อำนวยการสร้าง และผู้เขียนบทที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งในโลก เขาทำงานอย่างอิสระเสรี ไม่ยอมอยู่ในสังกัดบริษัทภาพยนตร์ยิ่งใหญ่แห่งใดเลย แต่ด้วยความสามารถเปี่ยมล้นทำให้บริษัทเหล่านั้นต้องเป็นฝ่ายยอมประนีประนอมกับเขา

ความสามารถพิเศษของจอร์จ ลูคัส ยังอยู่ที่การประดิษฐ์วิชวลเอฟเฟกต์และเสียงประกอบเพื่อใช้ในภาพยนตร์ ได้แปลกใหม่และเหนือกว่าใครๆ อีกด้วย

งานชุด สตาร์ วอร์ส และอินเดียน่า โจนส์ ของเขาได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานระดับคลาสสิกของโลกภาพยนตร์

วันเยาว์…

เด็กชายตัวเล็กที่แม่เรียกว่า “จอร์จี” ไม่ค่อยได้อยู่กับแม่ เพราะแม่สุขภาพไม่ดี ต้องเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลอยู่เสมอ เขาจึงอยู่กับพี่สาวและน้องสาวโดยมีแม่บ้านที่พ่อจ้างมาเป็นคนดูแล

พ่อซึ่งเป็นเจ้าของร้านขายเครื่องเขียน ต้องอยู่ร้านตั้งแต่เช้าจนค่ำ ไม่มีเวลาให้ลูกมากนัก

จอร์จีเป็นลูกชายคนเดียวในบ้าน มีคุณสมบัติในทางซนอย่างน่าปวดหัว และคนที่เขาชวนให้ซนด้วยคือน้องสาวที่ชื่อเวนดี้ ส่วนพี่สาวสองคนไม่ค่อยให้ความร่วมมือ

เพราะบ้านอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนียซึ่งเป็นที่ตั้งของดิสนีย์แลนด์ สวนสนุกระดับโลก จอร์จีและพี่น้องจึงมีโอกาสได้ไปที่นั่นมากกว่าเด็กๆ ในส่วนอื่นของสหรัฐฯ ดิสนีย์แลนด์จะเป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้นจินตนาการของจอร์จีหรือเปล่า ไม่มีใครบอกได้ แต่เมื่อเติบโตเป็นที่รู้จักในนาม ‘จอร์จ ลูคัส’ เขาย้ำนักหนาว่า ในการเสริมสร้างจินตนาการ นิทานเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กๆ

“Kids need fairy tales.”

เมื่อถึงวัยเข้าโรงเรียน จอร์จีเริ่มได้เพื่อนผู้ชายไว้ซนด้วยกัน เล่นเบสบอลด้วยกัน และไปแคมป์ด้วยกัน เพื่อนรักในวัยเด็กของจอร์จีชื่อจอร์จเหมือนกัน แต่มีนามสกุลประหลาดว่า ‘แฟรงเกนสไตน์’ เหมือนกับคุณหมอที่สร้างปีศาจในนิยายวิทยาศาสตร์ผสมแฟนตาซีของแมรี่ แชลลี่

จอร์จ แฟรงเกนสไตน์ กับจอร์จ ลูคัส จูเนียร์ เป็นเด็กซนระเบิดพอๆ กัน เวลาเรียนไม่ค่อยมีท่ากระตือรือร้น แต่เมื่ออยู่บ้านจะหาเรื่องทำโน่นทำนี่ไม่ได้หยุด

ทั้งสองจอร์จชอบตั้งต้นเป็นหัวหน้าคณะละครสัตว์ จับสัตว์เลี้ยงต่างๆ ในบ้านมาเป็นตัวแสดง แถมยังชอบ ‘จัดฉาก’ สร้างเมืองจำลอง มีรถไฟเล็ก น้ำตก บ้านเรือน ร้านค้า ฯลฯ แต่บางทีก็เป็นฉากแปลกของเมืองในความฝัน

ราวกับเป็นการ ‘ฝึกงาน’ ไว้สำหรับการสร้างภาพยนตร์ในอนาคต

ที่สองจอร์จชอบมากที่สุดอีกอย่างคือหนังสือการ์ตูน คอมมิคประเภทฮีโร่ต่างๆ อย่างซูเปอร์แมน แบทแมน ฯลฯ รวมไปถึงการ์ตูนอย่างโดนัลด์ ดั๊ก ซึ่งตัวโปรดของจอร์จ ลูคัส คือ ลุงสกู๊ร์จ—เป็ดมหาเศรษฐีจอมขี้เหนียว เด็กทั้งสองโชคดี เพราะเพื่อนคนหนึ่งมีพ่อเป็นเจ้าของแผงหนังสือพิมพ์ ซึ่งมักจะยกหนังสือคอมมิคให้ทีละตั้ง จอร์จเก็บหนังสือพวกนี้จนล้นห้อง พ่อตัดรำคาญโดยการสร้างโรงเก็บเล็กๆ ให้ที่หลังบ้าน

สมัยที่จอร์จอยู่ชั้นประถม สหรัฐฯ เริ่มมีการแพร่ภาพโทรทัศน์ไปทุกรัฐ พ่อไม่ยอมซื้อเพราะเครื่องโทรทัศน์สมัยนั้นราคาแพงมาก แต่เจ้าของแผงหนังสือพิมพ์ผู้ใจดีตัดสินใจซื้อ แถมยังตั้งไว้ในโรงรถ จัดม้านั่งยาวให้ดูกันได้หลายๆ คน เพราะเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ยังไม่มีโทรทัศน์

จอร์จและเพื่อนๆ จึงได้อาศัยดูโทรทัศน์นี้ด้วย ซึ่งจอร์จชอบมากเหลือเกิน เขาไม่ได้ดูเอาสนุกอย่างเดียว แต่อยากรู้ไปหมดว่าภาพยนตร์และรายการต่างๆ นั้นทำอย่างไร

จอร์จชอบโทรทัศน์มากกว่าหนังสือคอมมิคเสียแล้ว

โดยทั่วไป เด็กชายจอร์จ ลูคัส เป็นเด็กฉลาด ช่างคิด ว่องไวในการทำอะไรๆ พ่อกับแม่จึงไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเกรดการเรียนของเขาจึงต่ำนัก ส่วนใหญ่จะเป็นแค่เกรด C และ D เท่านั้น ที่สูงกว่าซีหน่อยก็มักเป็นวิชาศิลปะและดนตรี

เวลากลับจากโรงเรียน จอร์จไม่ค่อยทำการบ้าน เอาแต่ฟังเพลงและอ่านคอมมิค หรือไม่ก็ดูโทรทัศน์

เมื่ออายุได้ 15 จอร์จเปลี่ยนจากเด็กซนไปเป็นโก๋ซ่า ใส่เสื้อหนัง ถล่มน้ำมันบนหัว หวีผมเป็นมันปลาบ แถมดึงผมด้านหน้าให้ชะโงกเงื้อมออกมาแบบเดียวกับราชาร็อกแอนด์โรลล์เอลวิส เพรสลีย์

แม้อายุยังไม่ถึง สอบใบขับขี่ไม่ได้ แต่จอร์จทำงานเก็บเงินซื้อรถ ไปแข่งที่สนาม รถคว่ำ หลังคากระแทกจนแบนแต๊ดแต๋ แต่จอร์จก็ไม่ยอมเลิก เขากลับชอบที่รถแบน เพราะทำให้ดูเหมือนรถสปอร์ต เขาซ่อมมันใหม่ เฉือนหลังคาออก แล้วใส่ท่อเหล็กแทน

รถสุดเปรี้ยวคันนี้นำชัยชนะในการแข่งมาให้จอร์จหลายครั้ง แถมสาวๆ ยังกรี๊ดเวลาเขากับเพื่อนขับโชว์ในเมือง

เสร็จจาก ‘ซิ่ง’ ก็ไป(ขับรถ) ‘ส่องสาว’ ทั้งๆ ที่ยังอยู่ชั้นมัธยม

พ่ออ่อนใจเพราะดูท่าว่าลูกชายจะเอาดียาก

จอร์จเอาตัวรอดในสนามแข่ง แต่เมื่ออยู่ปีสุดท้ายของชั้นมัธยม เขาเกือบตายจากอุบัติเหตุบนถนนหน้าบ้าน เมื่อมีรถใหญ่กว่าวิ่งมาชนด้านคนขับ จนเขากระเด็นออกจากรถ (ซึ่งไม่มีหลังคา)

จอร์จสิ้นสติและอยู่ในสภาพร่อแร่

แต่เขาก็รอด… รอดและหลาบจำ โดยที่ไม่รู้ว่าวันหนึ่งเขาจะนำชีวิตช่วงนี้ไปสร้างภาพยนตร์ชื่อ American Graffiti ซึ่งจะเป็นหนังที่ทำชื่อเสียงให้เขาอย่างมากมาย

จอร์จหายเจ็บแล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาเรียนหนังสือ จนเกรดดีพอที่จะเข้าวิทยาลัยเล็กๆ ใกล้บ้านได้

แปลกแท้ๆ เขาเลือกเรียน ‘โบราณคดี’ ซึ่งวันหนึ่งจะช่วยเขามากในการสร้างหนังชุดสุดฮิต Indiana Jones

ระหว่างที่เรียนโบราณคดีเขาเกิดติดใจวิชาการถ่ายทำภาพยนตร์ เพราะชอบเรื่องการถ่ายภาพอยู่แล้ว จอร์จกับเพื่อนๆ เริ่มเที่ยวตามดูภาพยนตร์สั้นๆ จากฝีมือนักสร้างสมัครเล่นที่ฉายอยู่ตามคลับเล็กๆ ร้านกาแฟ หรือโรงหนังขนาดย่อมซึ่งไม่สามารถเอาหนังใหญ่มาลงได้

ในช่วงนี้เขาได้พบช่างภาพชื่อดังซึ่งมีน้ำใจช่วยแนะนำวิธีการถ่ายภาพให้

เพราะความสนใจในวิชาที่เรียน คะแนนของจอร์จดีขึ้นจนสามารถโอนไปเรียนในมหาวิทยาลัยใหญ่อย่าง Southern California ซึ่งเปิด School of Cinematic Arts เพื่อสอนศิลปะการสร้างภาพยนตร์ขึ้นเป็นแห่งแรกๆ ของสหรัฐฯ

ที่นี่จอร์จได้พบเหล่าอาจารย์ผู้เปี่ยมฝีมือ ซึ่งพร้อมจะเปิดมุมมองที่กว้างไกลเกินกำแพงฮอลลีวู้ดให้ลูกศิษย์ได้เห็น อีกทั้งยังมีเพื่อนๆ ร่วมหอซึ่งล้วนจะกลายเป็นผู้มีฝีมือในวงการภาพยนตร์ในอนาคต

จอร์จและเพื่อนกลุ่มนี้ใกล้ชิด ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และได้ทำงานร่วมกันอย่างหามรุ่งหามค่ำ จนแทบไม่มีเวลาจะเอาใจใส่อนามัยส่วนตัว บางครั้งไม่ได้อาบน้ำทีละหลายๆ วัน ถึงขั้นถูกนักศึกษาคนอื่นๆ ตั้งสมญานามให้ตามภาพยนตร์ดังในสมัยนั้นว่า The Dirty Dozen หรือ ‘หนึ่งโหลผู้โสมม’

ใน ‘หนึ่งโหลผู้โสมม’ มีนักศึกษาที่ชื่อ ‘สตีเวน สปีลเบิร์ก’ รวมอยู่ด้วย

ในวันข้างหน้า เมื่อทั้งจอร์จและสตีเวนกลายเป็นยักษ์ใหญ่แห่งโลกภาพยนตร์ และมิตรภาพของเขาทั้งสองก็ยังจะยืนยงเคียงคู่ไปกับชื่อเสียงอย่างไม่เสื่อมคลาย

ความสำเร็จของจอร์จ ลูคัส ไม่ได้มาง่ายๆ ในการรับรางวัลครั้งหนึ่ง เขาประกาศไว้เองว่า

“หกปีแรกในวงการเป็นหกปีที่แย่มากๆ จนผมเคยถามตัวเองหลายครั้งว่า ทำไปทำไม(วะ)”

ตอนนี้จอร์จ ลูคัส รู้คำตอบแล้ว