เฮนรี ฟอร์ด

Henry Ford

ค.ศ. 1863–1947
พ.ศ. 2406-2489

ผู้สร้างรถยนต์ชาวอเมริกัน เขาเป็นคนแรกที่ค้นคิดใช้น้ำมันเป็นตัวขับเคลื่อนรถยนต์ได้สำเร็จ (ค.ศ. 1893)

สำคัญที่สุดคือฟอร์ดเป็นผู้ผลิตรถยนตร์ราคาถูกออกมาเป็นรายแรกของโลก

รถที่โรงงานฟอร์ดมอร์เตอร์ ‘ปั๊ม’ ออกมาเป็นทิวแถวตั้งแต่ ค.ศ. 1908 เปลี่ยนโฉมหน้ารถยนต์จากการเป็น ‘ของเล่นของคนรวย’ ให้กลายเป็นสิ่งที่ชนชั้นกลางซื้อได้ และช่วยให้มันแพร่หลายไปทั่วอเมริกา และทั่วโลก

มูลนิธิที่ฟอร์ดตั้งขึ้นเมื่อร่วม 70 ปีมาแล้ว ให้ทุนแก่นักศึกษารอบโลกรวมทั้งในประเทศไทยด้วย

วันเยาว์…

หนูน้อยเฮนรี ฟอร์ดเติบโตขึ้นมาในฟาร์มของพ่อ ซึ่งอยู่ในเมืองเดียร์บอร์น รัฐมิชิแกน

ความจำแรกของเขา คือพ่อพาขึ้นบ่าไปดูรังนก ตอนที่เขายังเด็กมาก ดูจะเป็นเวลาที่มีความสุขที่สุด

แต่เมื่อโตขึ้นมาหน่อย เฮนรีและน้องอีกห้าคนมีหน้าที่ต้องช่วยงานพ่อแม่ตามแบบลูกชาวไร่ทั่วไป คือต้องไถ หว่าน รีดนมวัว และงานจิปาถะอื่นๆ อีกมาก การทำฟาร์มเป็นงานหนักที่ต้องทำตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นจนพระอาทิตย์ตก

พ่อมีวิธีแบ่งงานแปลกดี ลูกคนไหนตื่นเช้าสุด จะได้งานเบาที่สุด

บางครั้งเฮนรีจะแอบเอายางเหนียวทาใต้รองเท้าน้องไว้ เพื่อที่ตัวเองจะได้วิ่งไปหาพ่อได้ก่อนคนอื่น

เจ้าหนูเฮนรีไม่ชอบงานฟาร์มเลย เขาสนใจแต่เครื่องยนตร์ เห็นที่ไหนต้องเข้าไปดู เพราะเครื่องจักรเกือบทุกชนิดเป็นของใหม่ในสมัยที่เฮนรียังเป็นเด็ก เขาพยายามสังเกตวิธีทำงานของเครื่องจักรต่างๆ รวมทั้งรถจักรยานและนาฬิกา จนเคยมีคนบอกว่า

“สงสัยเจ้าเด็กคนนี้จะมีเฟืองอยู่ในหัว”

พ่อเป็นห่วงเฮนรีมากกว่าลูกคนอื่นๆ เพราะเห็นเขาไม่ชอบงานฟาร์ม พ่อนึกไม่ออกว่าโตขึ้นเขาจะไปทำมาหากินอะไร แล้วจะมีวันได้ดีหรือไม่

แต่แม่ซึ่งเป็นคนใจดีและอ่อนโยนกลับสนับสนุนเขา แม่มองการไกลว่าเครื่องมือต่างๆ มีประโยชน์ทั้งนั้น ไม่ว่าจะในการทำฟาร์มหรืองานอื่นๆ หากเฮนรีอยากจะเป็นช่างก็ไม่เห็นเสียหายตรงไหน

แม่ชอบที่เขาสนใจดูผู้ใหญ่ซ่อมเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ แถมยังกุลีกุจอเข้าไปช่วย เสร็จแล้วก็จำมาซ่อมเครื่องมือในฟาร์มให้พ่อได้

เพราะถนัดและสนุกกับงานซ่อม-สร้าง เด็กชายเฮนรีจึงเป็นไม้เบื่อไม้เมากับโรงเรียนที่เขาต้องไปนั่งนิ่งๆ ฟังครู และท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทอง ตามอย่างโรงเรียนทั่วไปเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว

เมื่อโตขึ้น เฮนรีบอกว่าไม่ค่อยได้อะไรมาจากโรงเรียน นอกจากการคิดเลขนิดหน่อย และสุภาษิตสอนใจ แต่ยอมรับว่าสุภาษิตต่างๆ ที่ครูบังคับให้ท่อง ทำให้ฝังใจเรื่องความผิด-ความถูก ความซื่อสัตย์ กตัญญู และการรักษาเกียรติยศ รักษาคำพูด

แต่ในวันเยาว์ เมือความผิด-ความถูกยังไม่ชัดเจนนักในความนึกคิด บ่อยครั้งที่เฮนรีจะเป็นหัวโจกพาเพื่อนเล่นซน บางทีก็ลองทำอะไรแผลงๆ เช่นเอาเศษไม้ไปกั้นเป็นเขื่อนจนน้ำท่วมไร่เพื่อนบ้าน หรือลองประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำแล้วเกิดระเบิดตูม รั้วบ้านพังไปแถบหนึ่ง

แต่เด็กชายเฮนรีไม่เคยเข็ด เขายังมีนอต ตะปู ไขควง เชือก สปริงและอะไรต่อมิอะไรติดตัวไปไหนๆ เสมอ พร้อมที่จะช่วยสร้าง-ซ่อม-หรือซนได้ทุกเวลา

นาฬิกาเป็นสิ่งที่เขารักมาก เฮนรีชอบวิธีการทำงานของมัน เขาจะสนุกกับการ ‘เล่น’ ซ่อมนาฬิกาไปจนถึงวัยชรา

แต่เขาเล่าว่า วันที่เห็นรถอีแต๋นรุ่นคุณทวด หรือเกวียนที่วิ่งด้วยเครื่องยนตร์เป็นครั้งแรกนั้น เป็นวันสำคัญของชีวิต เขาถึงกับโดดจากเกวียนเทียมม้าของพ่อวิ่งตามไปดู และตั้งใจว่าวันหนึ่งจะต้องทำรถที่วิ่งด้วยเครื่องยนตร์ให้ได้บ้าง

แม่เสียชีวิตเมื่อเฮนรีอายุได้เพียง 12 ปี เขาโศกเศร้ามากเพราะเป็นลูกที่ใกล้ชิดกับแม่ตลอดมา เด็กๆ ที่แม่จากไปมักจะมีความรู้สึกเหมือนใจขาด แต่เฮนรีเปรียบว่าเขารู้สึกเหมือนเป็นนาฬิกาลานขาด…

เมื่ออายุได้เพียง 15 เฮนรีก็ยอมรับกับพ่อว่าไม่อยากทำฟาร์ม แต่จะไปหางานช่างทำในเมือง ซึ่งพ่อก็ยอมให้ไปโดยดี

เฮนรีเข้าไปสมัครเป็นคนงานโรงงานสร้างรถไฟ แต่เจ้ากรรม… หัวหน้างานหมั่นไส้ที่เขาอวดรู้และหมั่นเสนอความเห็น เลยไล่ออกหลังจากที่ทำได้ไม่กี่วัน

งานหาไม่ได้ง่ายๆ ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ เฮนรีเลยไปสมัครเป็นช่างซ่อมนาฬิกา เจ้าของให้ลองซ่อมดูก่อน พอเห็นว่าเก่งเลยรับไว้ แต่ไม่ยอมให้นั่งซ่อมหน้าร้าน เพราะเฮนรียังเด็กเหลือเกิน ลูกค้าอาจจะไม่ยอมให้ซ่อมนาฬิกาซึ่งล้วนเป็นของแพงมากในยุคนั้น

ระหว่างที่ทำงานร้านนาฬิกา เฮนรียังมองหางานอื่นทำไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็ได้งานที่โรงสร้างเรือ

หัวหน้าวิศวกรโรงงานที่ชื่อ Frank Derby เอ็นดูว่าเฮนรีเป็นเด็กขยัน ฉลาด ช่างถาม และช่างสังเกต จึงสอนงานให้มากมาย

หลายปีต่อมา เมื่อเจ้าหนูเฮนรีกลายเป็นเฮนรี ฟอร์ด มหาเศรษฐีผู้ผลิตรถยนตร์ของอเมริกา เขาสลักชื่อของแฟรงค์ เดอร์บี้ ซึ่งเขาถือเป็นครูผู้มีพระคุณไว้ที่บริษัท ร่วมกับชื่อ กาลิเลโอ ไอแซค นิวตัน และ โธมัส เอดิสัน ซึ่งเฮนรีถือว่าเป็นผู้วางรากฐานให้กับวิวัฒนาการใหม่ๆ ของโลก

กตัญญูอย่างนี้… คงจะได้มาเพราะสุภาษิตที่ครูแผนโบราณบังคับให้เฮนรีท่องเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก

เรียกว่าที่ไปโรงเรียนก็ไม่เสียเปล่าซะทีเดียวหรอกน่า!