โฮกุไซ
Hokusai
ค.ศ. 1760-1849
พ.ศ. 2303-2392
จากตระกูลต่ำต้อยและยากจน ชายขี้ริ้วผู้มีนามแฝงว่า ‘โฮกุไซ’ ใช้ใจรักและความอุตสาหะ ฝึกฝนพาตนขึ้นเป็นศิลปินยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่น
ในวัยหนุ่มเขาเรียกตัวเองว่าเป็นชาวนาจากตำบลแคทซูชิกะ ในวัยชราเขาลงความเห็นว่าตัวเองเป็น ‘ชายชราที่บ้าวาดรูป’ เพราะเขาอุทิศทั้งชีวิตสร้างผลงานศิลปะโดยไม่มีการเว้นวรรค ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด ภาพพิมพ์ งานแกะสลัก ฯลฯ
The Great Wave off Kanagawa จากฝีมือของเขาเป็นผลงานที่คนรู้จักมากที่สุดในโลกภาพหนึ่ง แต่ชื่อของเขากลับเป็นที่รู้จักน้อยกว่าศิลปินตะวันตกมากมายนัก
ความจริงภาพดังกล่าวเป็นเพียงหนึ่งในชุดวิวภูเขาไฟฟูจิ 36 ภาพ (Thirty-six Views of Mount Fuji) อันลือชื่อที่โฮกุไซได้สร้างขึ้น และเป็นแค่หนึ่งในผลงานทั้งหมดกว่าสามหมื่นชิ้นของเขา
ฝีมือของเขาปรากฏอยู่ในหนังสือ ผ้าไหม กระดาษ และแท่งไม้ มีอยู่ทั้งบนพัด บนฉาก บนกิโมโน บนโล่ หวี ไปป์สูบยา ฯลฯ รวมทั้งภาพโปสเตอร์ตั้งแต่ขนาดมหึมา ไปจนถึงภาพขนาดจิ๋วบนเมล็ดข้าว
นอกจากเขาจะนำการเปลี่ยนแปลงแนวศิลปะในญี่ปุ่นเองแล้ว เขายังกลายเป็นผู้มีอิทธิพลโน้มน้าวการเปลี่ยนแปลงของศิลปะทั่วโลกในช่วงศตวรรษที่ 19 เริ่มจากที่ศิลปินในยุโรปพากันชื่นชมภาพจากฝีมือของเขาที่ปรากฏบนกระดาษห่อสินค้าจากญี่ปุ่น
หากจะนับว่าโฮกุไซเป็นครูของศิลปินอิมเพรสชันนิสต์ดังๆ อย่าง ‘มาเนต์’ ‘โกแกง’ ‘แวน โกะ’ ฯลฯ ก็ไม่ผิดความจริงเลย
โฮกุไซพูดตลอดชีวิตยืนยาวกว่า 90 ปีว่า ยังมีเรื่องศิลปะที่เขาต้องเรียนรู้และปรับปรุงอีกมาก
พิธีศพของเขามีซามูไรหนึ่งร้อยคนเดินนำ และประชาชนเกินคณานับแออัดแสดงความเคารพและอาลัย
วันเยาว์…
เขาเกิดที่แคทซูชิกะตำบลเล็กๆ อันเป็นที่อยู่ของคนจนในเมืองเอโดะ ซึ่งต่อมากลายเป็นมหานครโตเกียว
แม่เรียกเขาว่า ‘โทกิทาโระ’ ซึ่งแปลว่า ลูกชายหัวปี ทำนองเดียวกันกับที่คนไทยในสมัยก่อนเรียกลูกชายคนโตว่า ‘อ้าย’ และลูกสาวคนโตว่า ‘เอื้อย’
ครั้งนั้นตรงกับสมัยปลายอยุธยา ทั้งญี่ปุ่นและไทยยังไม่มีนามสกุลใช้ แต่ต่อให้มี โทกิทาโระก็คงไม่ได้ใช้สกุลพ่อ เพราะเขาไม่รู้ว่าพ่อเป็นใคร
แม่เลี้ยงดูโทกิทาโระด้วยความรักและเมตตา เวลาแม่ทำงาน โทกิทาโระจะนั่งเล่นเงียบๆ โดยใช้ชิ้นไม้ไผ่สั้นๆ วาดรูปลงบนดิน รูปแล้วรูปเล่า
เมื่อโทกิทาโระอายุเพียงหกขวบแม่ก็จากไป เขากลายเป็นลูกกำพร้าโดยสมบูรณ์ ลุงจึงมารับไปเลี้ยงดู ลุงเข้มงวดและดุสาหัส พร้อมที่จะลงไม้เรียวทันทีที่หลานกำพร้าทำอะไรผิด
และเพื่อให้คุ้มกับข้าวสุก โทกิทาโระต้องทำงานที่ร้านของลุง ซึ่งรับขัดและทำสะอาดกระจกส่องหน้า
ในครั้งกระโน้นกระจกส่องหน้าทำจากแผ่นเงิน แต่ส่วนที่เหลือของกระจกมักทำจากวัสดุอื่นๆ อาจเป็นไม้หรือทองเหลือง ทองแดง ตามแต่ราคา ยิ่งราคาสูงลวดลายก็ยิ่งสวยงาม โทกิทาโระชอบพิจารณาลวดลายเหล่านี้ บางครั้งเมื่อลุงไม่อยู่ เขาจะแอบใช้ถ่านวาดลายสวยงามที่เห็นลงบนกระดาษ
ถึงจะต้องช่วยลุงทำงาน แต่โทกิทาโรก็โชคดีที่ได้เข้าโรงเรียนวัดจนถึงอายุ 12 ทำให้อ่านเขียนได้แคล่วคล่อง
ปกติแล้วชนชั้นต่ำอย่างตระกูลของโทกิทาโระจะไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบอาชีพทรงเกียรติต่างๆ แต่ท่านโชกุนซึ่งมีอำนาจใหญ่หลวงในญี่ปุ่นยุคนั้นมองการไกล เปิดโอกาสให้ชนทุกชั้นได้รับการศึกษาอย่างน้อยก็ขั้นพื้นฐาน
ด้วยความที่รักการอ่าน โทกิทาโระจึงขอลุงไปทำงานที่ร้านให้เช่าหนังสือตั้งแต่เรียนจบ เขาช่วยเจ้าของร้านทำงานต่างๆ โดยไม่เอาเงินเดือน ขอเพียงแต่อาหารพอไม่ให้อดตายเท่านั้น
ทุกวันหลังจากวิ่งส่งหนังสือตามบ้าน กวาดถูทำสะอาดร้านแล้ว เขาจะใช้เวลายามค่ำคืนตะลุยอ่านหนังสือ และลอกภาพต่างๆ จากหนังสือสวยงามในร้าน โดยฝันว่าวันหนึ่งจะได้เป็นศิลปินที่ทำภาพประกอบเหล่านั้น
เขาทำอย่างนี้อยู่ 3-4 ปี ฝีมือการวาดรูปดีจนลูกค้าเช่าหนังสือคนหนึ่งประทับใจ ชวนไปฝึกงานทำบล็อกไม้ภาพประกอบหนังสือ
ในช่วงปลายของชีวิตวัยรุ่น เขากลายเป็นช่างแกะไม้มีฝีมือ ขนาดที่จิตรกรใหญ่ๆ พากันมาขอให้เขาแกะภาพของตน
เด็กกำพร้าจากแคทซูชิกะพร้อมแล้วที่จะก้าวเดินไปสู่ความเป็นยอดศิลปิน
ในช่วงชีวิตเขาจะเปลี่ยนชื่อตามครูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาหลายครั้ง (เป็นธรรมเนียมของศิลปินญี่ปุ่น) แต่คนรู้จักเขาดีที่สุดในนาม ‘โฮกุไซ’ ซึ่งแปลว่า ‘หอศิลปะดาวเหนือ’
ชื่อของโฮกุไซคงอยู่ยงในโลกศิลปะต่อไป นานตราบที่คลื่นใหญ่ซัดซ่าเข้าสู่ชายฝั่งคานากาวะ