เจ. โรเบิร์ต ออพเพนไฮเมอร์
J. Robert Oppenheimer
ค.ศ. 1902-1967
พ.ศ. 2445-2510
นักฟิสิกส์อเมริกัน-ยิว ผู้เป็น ‘บิดาแห่งระเบิดปรมาณู’
เขาได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในผู้มีมันสมองล้ำเลิศของวงการวิทยาศาสตร์ จึงได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าโครงการแมนฮัตตันของสหรัฐฯ เพื่อร่วมมือกับนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำจากหลายชาติค้นคิดและสร้างระเบิดปรมาณูได้สำเร็จ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
เมื่อเห็นความวินาศของญี่ปุ่นและผลที่มนุษยชาติจะพึงได้รับจากระเบิดปรมาณู เขาปฏิเสธที่จะร่วมมือในการค้นคิดระเบิดไฮโดรเจนซึ่งมีความร้ายแรงยิ่งกว่า จนเป็นเหตุให้ถูกกล่าวหาว่า ‘ไม่จงรักภักดี’ ต่อสหรัฐอเมริกา และถูกขบวนการผู้อ้างตัวว่าจงรักภักดีไล่ล่า และถูกกีดกันจากทุกตำแหน่งอันทรงเกียรติ
แต่ออพเพนไฮเมอร์ไม่ก้มหัวให้กระแส เขามุ่งหน้าสอนลูกศิษย์ในมหาวิทยาลัยชั้นยอด เขียนหนังสือ และทำการค้นคว้าต่างๆ โดยไม่ย่อท้อ จนได้รับตำแหน่งเดิมของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตันในช่วงปลายของชีวิต และได้รับรางวัลยกย่องสูงสุดด้านวิทยาศาสตร์จากรัฐบาลอเมริกันแทนคำว่า ‘ขอโทษ’
วันเยาว์….
หากความพรั่งพร้อมในชีวิตมีคะแนนเต็มสิบ เจ. โรเบิร์ต ออพเพนไฮเมอร์ หรือ ‘โรเบอร์ตี้’ ของพ่อแม่คงมีคะแนน 10++
นอกจากจะเกิดมาท่ามกลางกองเงินกองทอง และสิ่งแวดล้อมที่ดีเลิศแล้ว โรเบอร์ตี้ยังเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย หน้าตาน่ารัก แถมยังมีปัญญาขั้นอัจฉริยะ
มีทุกอย่าง จะขาดก็แต่ดาวและเดือน อย่างสำนวนไทยสรุปไว้ให้เห็นภาพชัด
ทั้งพ่อและแม่ของโรเบอร์ตี้มีเชื้อสายยิว-เยอรมัน พ่อสร้างตัวเองจากธุรกิจสิ่งทอในนครนิวยอร์กจนร่ำรวยมหาศาล ส่วนแม่มาจากตระกูลผู้ดีเก่าที่มั่งคั่ง
โรเบอร์ตี้รักความช่างสนุกเฮฮาของพ่อ แต่ตัวเขากลับเงียบๆ เรียบร้อยและเป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้วเหมือนแม่ แถมยังรักวรรณคดีและดนตรีคลาสสิกเหมือนกับแม่อีกด้วย
การที่โรเบอร์ตี้เรียนรูุ้ทุกอย่างได้รวดเร็วกว่าเด็กรุ่นเดียวกันหลายเท่า แต่มักหมกมุ่นครุ่นคิดกับสิ่งที่เขากำลังสนใจ จนลืมสิ่งอื่นๆ รอบตัว ทำให้พ่อแม่ตัดสินใจส่งเขาไปโรงเรียนซึ่งตั้งเพื่อเด็กที่มีความสามารถพิเศษ
เด็กชายโรเบอร์ตี้เรียนเก่งทุกวิชา ไม่ว่าจะเป็นภาษา วรรณคดี คำนวณ รวมทั้งวิทยาศาสตร์ ตราบจนทุกวันนี้ยังมีชื่อ เจ. โรเบิร์ต ออพเพนไฮเมอร์ติดอยู่หน้าห้องวิทยาศาสตร์ของโรงเรียน
แต่คนที่ทำให้โรเบอร์ตี้สนใจด้านวิทยาศาสตร์ตั้งแต่เด็กจริงๆ คือปู่ ผู้ซึ่งไม่ได้มีการศึกษาสูงเลย
โรเบอร์ตี้จะได้พบปู่เฉพาะเมื่อโรงเรียนหยุด และพ่อพาไปเยี่ยมปู่ที่เยอรมันเท่านั้น
ปู่สนใจและสะสมหินและแร่ธาตุต่างๆ ศึกษาเรียนรู้จากการอ่านด้วยตัวเอง เวลาหลานตัวน้อยไปเยี่ยม ปู่จะชวนให้ดู ‘กล่องมหาสมบัติ’ ที่เก็บหิน-แร่แบบต่างๆ พร้อมป้ายชื่อเรียงเป็นระเบียบ ชี้ชวนให้หลานตัวน้อยสังเกตดูลักษณะที่แตกต่าง พลางเล่าคุณสมบัติของหิน-แร่แต่ละชนิดให้ฟังด้วย
โรเบอร์ตี้หลงรักมหาสมบัติของปู่ตั้งแต่อายุแค่ห้าขวบ ไม่กี่ปีต่อมาปู่ก็อนุญาตเขาให้หอบหิน-แร่กลับนิวยอร์กไปทั้งกล่อง ตั้งแต่นั้นมาโรเบอร์ตี้ซึ่งอายุเพียง 7-8 ขวบก็เริ่มศึกษาเรื่องหินและแร่ธาตุต่างๆ ทั้งจากหนังสือในห้องสมุดและจากนิตยสารทางธรณีวิทยาและวิทยาศาสตร์
เมื่อเรียนรู้มากเข้า ก็ชัก ‘ร้อนวิชา’ โรเบอร์ตี้จึงใช้เครื่องพิมพ์ดีดของพ่อพิมพ์จดหมายถึงเหล่าอาจารย์ผู้อยู่ในกองบรรณาธิการนิตยสารเหล่านี้ เพื่อถามสิ่งต่างๆ ที่สงสัยในเชิงวิชาการ บางครั้งก็เสนอความเห็น-มุมมองใหม่ๆ และไม่ช้าเด็กชายโรเบอร์ตี้ก็เริ่มมีข้อโต้แย้งในเรื่องที่เขาเห็นต่าง โดยไม่คำนึงเลยว่าคนที่เขากำลังแย้งนั้นล้วนเป็นศาสตราจารย์มีชื่อเสียงทั้งสิ้น
ชื่อ ‘เจ. โรเบิร์ต ออพเพนไฮเมอร์’ เริ่มเป็นที่สนใจของนักวิชาการเหล่านี้
เมื่อเกือบร้อยปีมาแล้ว ก่อนที่โลกจะเข้าสู่ยุคไซเบอร์ ยากนักที่จะรู้ว่าใครเป็นใคร ‘เจ. โรเบิร์ต ออพเพนไฮเมอร์’ จึงได้รับหนังสือเชิญให้เป็นสมาชิกสมาคมธรณีวิทยาอันทรงเกียรติ มิหนำซ้ำเชิญให้ไปเลคเชอร์ในงานสำคัญอีกด้วย
เด็กชายโรเบอร์ตี้หน้าตื่น รีบบอกพ่อให้เขียนจดหมายไปบอกทางสมาคมว่า ตัวเขาอายุแค่ 12 ปี จะไปเลคเชอร์ให้พวกผู้ใหญ่นักวิชาการสำคัญฟังได้ยังไงล่ะ
แต่พ่อไม่ยอม พ่อบอกว่า หากพวกที่สมาคมเขาเห็นความสามารถ(ทางจดหมาย) แล้วเขาเชิญมา ก็ควรจะไป ไม่ควรกลัวอะไรในเมื่อเราก็รู้จริง
คืนวันงานโรเบอร์ตี้แต่งสูทอย่างโก้ มีพ่อและแม่ประกบข้างให้กำลังใจ เตรียมตัวเตรียมใจไป ‘เลคเชอร์’
เมื่อบรรดาผู้ทรงภูมิทั้งหลายในวงการธรณีวิทยาเห็นมิสเตอร์ เจ. โรเบิร์ต ออพเพนไฮเมอร์ แขกรับเชิญคนสำคัญ ทุกคนอดหัวเราะไม่ได้ ไม่มีใครรู้สึกเสียหน้า มิหนำซ้ำยังอยากฟังเลคเชอร์จากผู้เชี่ยวชาญอายุ 12 ขวบคนนี้ หากทว่าเมื่อโรเบอร์ตี้ไปยืนหลังไมค์ ทุกคนมองเห็นแต่ผมอันหยิกหนา แต่ไม่เห็นหน้า ร้อนถึงภารโรงต้องหากล่องไม้มาให้ยืนเสริมความสูง
แม้จะประหม่าในตอนแรก แต่โรเบอร์ตี้ก็เลคเชอร์ได้อย่างฉาดฉานน่าฟัง หาที่ติในทางวิชาการเกือบไม่ได้ จึงเรียกเสียงปรบมือได้อย่างสนั่นหวั่นไหวในตอนจบ
เสียงปรบมือจากบรรดาผู้ทรงภูมิทั้งหลายราวกับเป็นเครื่องทำนายอนาคตของ เจ. โรเบิร์ต ออพเพนไฮเมอร์
โรงเรียนที่โรเบอร์ตี้อยู่ตั้งแต่ชั้นประถมถึงมัธยม ตั้งขึ้นตามแบบโรงเรียนชั้นยอดของคนเชื้อสายยิวในเยอรมนี ประกอบด้วยครูชั้นเยี่ยมในวิชาต่างๆ
แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือสถานศึกษาแห่งนี้ใช้วิธีแบบโซคราตีสแห่งกรีก ให้ความรู้ด้วยวิธีการเชิงสัมมนา เปิดโอกาสให้นักเรียนได้พูดคุย ออกความเห็น และรู้จักถกเถียงอย่างสร้างสรรค์ ด้วยวิธีการแบบนี้ นอกจากนักเรียนจะคิดเป็นแล้ว ยังเติบโตขึ้นโดยยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างจากตน และเข้าใจว่าความคิดจากต่างมุมมอง ล้วนมีประโยชน์ในการทำงานร่วมกันในสังคม
และแม้จะเป็นโรงเรียนชั้นเลิศ แต่ทางโรงเรียนก็รับเด็กต่างเชื้อชาติ-ศาสนาและฐานะเข้าเรียน เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจในเพื่อนมนุษย์
สมกับคติของโรงเรียนที่ว่า Deed, not Creed หรือการกระทำของคนเราสำคัญกว่าเผ่าพันธุ์
นานปีต่อมา ศาสตราจารย์ เจ. โรเบิร์ต ออพเพนไฮเมอร์ มองย้อนกลับไป เห็นว่าเด็กชายโรเบอร์ตี้พยายามจะเป็นเด็ก ‘ไม่มีที่ติ’ ในทุกทาง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน มารยาท การเชื่อฟังพ่อแม่และครูอาจารย์
เหมือนไม้ดัด เป็นรูปงดงาม เรียบ เนี๊ยบ ถูกใจคนดัด
ดูดี… แต่ไม่เป็นธรรมชาติ มีความปรารถนาจะเป็นอิสระ เก็บกด ซ่อนอยู่ภายใน
ทางออกของโรเบอร์ตี้คือการเล่นเรือใบ โรเบอร์ตี้จะชวนน้องชายนำเรือราคาแพงที่พ่อซื้อให้ออกแล่นท้าคลื่นฝืนลมแม้ในยามที่อากาศเลวร้าย หลายครั้งที่แม่แทบจะหัวใจวาย การแล่นเรือช่วยระบายความก๋ากั่น ความอยากลองดี ความดื้อรั้น ท้าทายที่มีอยู่ในตัว แต่ซ่อนเก็บไว้ไม่ให้ใครๆ ได้เห็น
เมื่อย่างเข้าวัยรุ่น โรเบอร์ตี้ถูกส่งไปเข้าแคมป์ช่วงซัมเมอร์ เพราะพ่ออยากให้แข็งแกร่งขึ้น แทนที่จะเป็น ‘คุณหนู’ อยู่กับบ้าน
ความผิวบางบวกกับมารยาทเรียบร้อย ทำให้เพื่อนที่แคมป์ตั้งฉายาให้โรเบอร์ตี้ว่า ‘จุ๋มจิ๋ม’ แต่โรเบอร์ตี้ก็พยายามร่วมมือในกิจกรรมทุกอย่างของทางแคมป์โดยไม่ปริปากบ่น มาเกิดเรื่องเมื่อเขาเขียนไปรายงานบิดาว่าเพื่อนบางคนอธิบายเรื่องเซ็กซ์ให้ฟัง พ่อโกรธจนแล่นมาต่อว่าต่อขานครูผู้ควบคุมแคมป์
ลับหลังครู เพื่อนๆ ที่ถูกคาดโทษรุมกันจับเขาแก้ผ้า แล้วใช้หมึกทา ‘นกเขา’ เป็นสีเขียว ก่อนจะขังไว้ทั้งคืนในโรงเก็บของ ถึงกระนั้น ‘จุ๋มจิ๋ม’ ก็อดทน ไม่ฟ้องครู และไม่แสดงท่ากลัวเกรง เพื่อนร่วมแคมป์จึงตระหนักว่า เด็กติ๋มๆ อย่างโรเบอร์ตี้ แท้จริงแล้วมีความเข้มแข็งซ่อนอยู่ในตัว
วันข้างหน้าในชีวิต เมื่อถูกการเมืองกลั่นแกล้งรังแก จนชื่อเสียงเกียรติยศแทบวอดวาย เจ. โรเบิร์ต ออพเพนไฮเมอร์ จะยืนหยัดต่อสู้กระแสด้วยความแข็งแกร่งอย่างเหลือเชื่อ จนเป็นที่นับถือของทั้งมิตร… และศัตรู
โรเบอร์ตี้รักษามาตรฐานเด็กดีไม่มีที่ติไว้จนจบชั้นมัธยม
หนุ่มน้อย ‘โรเบิร์ต’ เป็นที่หนึ่งของโรงเรียน เป็นที่หนึ่งในทุกวิชา คะแนนในการเรียนมากมาย แต่มีเพื่อนจริงๆ เพียงสองสามคน
มหาวิทยาลัยชั้นเลิศอ้าแขนรับพร้อมเสนอทุนให้เขาทุกแห่ง โรเบิร์ตเลือกมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แต่ปฏิเสธทุนด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่า
“ไม่จำเป็น”
พ่อบอกว่าแม้จะเป็นเกียรติดี แต่ก็ควรยกทุนให้แก่เด็กเก่งที่ขาดแคลน คนที่โชคดีเกิดมาพรั่งพร้อมแล้ว ไม่ควรจะแย่งคนที่ด้อยโอกาสกว่า เพียงเพราะเห็นว่าโก้เก๋หรือเป็นเกียรติ
แต่โรเบิร์ตเกิดป่วยหนัก เข้าเรียนพร้อมเพื่อนรุ่นเดียวกันไม่ได้ในปีหนึ่ง เขาต้องหยุดเรียนไปทั้งปีเพื่อฟื้นฟูสุขภาพ
เมื่อกลับไปเรียน โรเบิร์ตลงวิชามากที่สุดเท่าที่ทางมหาวิทยาลัยจะอนุญาต เขาเรียนหนัก ดูหนังสือหนัก แต่พยายามไม่ให้เพื่อนนักศึกษาด้วยกันรู้ เขาอยากให้ใครๆ คิดว่าเขาเก่งโดยไม่ต้องออกแรง เพราะมันช่วยให้สถานะความเป็น ‘อัจฉริยะ’ ของเขาพราวแพรวแวววับมากขึ้นไปอีก
โรเบิร์ตใช้เวลาเรียนเพียงสามปี ก็จบพร้อมเพื่อนๆ ที่เข้าเรียนก่อน ด้วยคะแนนสูงลิบตามเคย
มหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งในสหรัฐฯ และยุโรปยินดีรับรอง เจ. โรเบิร์ต ออพเพนไฮเมอร์ ในการศึกษาขั้นปริญญาโทและเอก เขาเลือกมหาวิทยาลัยเคมบริจด์ ก่อนจะย้ายไปสู่โกตทิงเงน (University of Göttingen) สถาบันชั้นนำของเยอรมัน เพราะเบื่อวิธีการสอนของอังกฤษ
เจ. โรเบิร์ต ออพเพนไฮเมอร์ได้รับปริญญาเอกเมื่ออายุ 23
หนทางข้างหน้าของอัจฉริยะผู้พรั่งพร้อมไปทุกอย่างคนนี้สดใสนัก
แต่ในที่สุดแล้ว ชีวิตจะให้บทเรียนแก่เขาว่า สมองอันปราดเปรื่อง ความรู้จากสถาบันชั้นยอด ฐานะการเงินอันมั่งคั่ง จะไร้ค่าโดยสิ้นเชิง ถ้าปราศจากความอดทน ความเป็นลูกผู้ชาย และความปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์
สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่เปลี่ยนสถานะของ เจ. โรเบิร์ต ออพเพนไฮเมอร์จากมันสมองชั้นเลิศที่วางอยู่ท่ามกลางทรัพย์ศฤงคาร ให้เป็นมนุษย์ผู้น่ายกย่องโดยสมบูรณ์