จอห์น ดี. ร็อกกี้เฟลเลอร์

John (Davidson) Rockefeller

ค.ศ. 1839-1937
พ.ศ. 2382-2480

มหาเศรษฐีพันล้านคนแรกของโลก ผู้ก่อตั้งบริษัทสแตนดาร์ด ออยล์ ซึ่งเป็นเจ้าของอุตสาหกรรมน้ำมันและกิจการโรงกลั่น และถือครองเอกสิทธิ์การค้าน้ำมันแต่ผู้เดียวในสหรัฐอเมริกาอยู่นานปี

เขาได้ชื่อว่าเป็นคนเก็บตัว ตระหนี่เหนียวอย่างร้ายกาจ แต่ในขณะเดียวกันก็บริจาคเงินจำนวนมหาศาลเพื่อการกุศลตลอดชีวิต

วันเยาว์….

เด็กชายจอห์นนี่กับน้องชายสองคนไม่ค่อยได้เห็นหน้าพ่อ เพราะพ่อซึ่งมีอาชีพเป็น ‘หมอบ้านนอก’ มักต้องเดินทางไปขายยาและรักษาคนไข้ตามหมู่บ้านต่างๆ ทีละหลายๆ เดือน

ระหว่างที่พ่อไม่อยู่ จอห์นนี่ซึ่งเป็นลูกคนโต จะทำหน้าที่ดูแลบ้านตามคำสั่งของพ่อ เขาจึงรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบมาตั้งแต่เล็กๆ แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว แม่คือคนที่มีอำนาจเต็มในบ้าน

แม่ของจอห์นนี่เป็นผู้หญิงเข้มแข็งและเข้มงวด จนลูกชายสามคนไม่กล้า ‘ทโมน’

จอห์นนี่และน้องๆ เติบโตขึ้นมาในยุคที่คนเป็นพ่อแม่ยังเชื่อในความมหัศจรรย์ของไม้เรียว แต่แม่ของจอห์นนี่ก็ไม่ได้ใช้ไม้เรียวพร่ำเพรื่อ เพราะแค่นานๆ ครั้งก็ทำให้ลูกชายทั้งสามคนเป็นระเบียบเรียบร้อยดีแล้ว มิหนำซ้ำเมื่อทำดีหรือขยันช่วยงาน แม่ยังให้รางวัลอีกด้วย

เกือบทุกครั้งที่มหาเศรษฐีร็อกกี้เฟลเลอร์เล่าถึงเด็กชายจอห์นนี่ในอดีต เขาจะพูดด้วยความภูมิใจว่า บทเรียนชีวิตง่ายๆ ที่แม่ให้จอห์นนี่และน้องๆ ไว้ตั้งแต่จำความได้ คือ…

เกเรจะโดนตี
ทำดีจะได้รางวัล

ทั้งพ่อและแม่เชื่อว่าการทำงานสอนให้คนรู้ค่าของตนและชีวิต จึงแบ่งหน้าที่และความรับผิดชอบให้ลูกๆ ตั้งแต่เด็ก เมื่อลูกยังเล็กแม่ให้ช่วยงานในบ้าน พอโตขึ้นหน่อยพ่อก็จะให้ช่วยงานในฟาร์ม

ตอนที่จอห์นนี่อายุได้หก-เจ็ดขวบ ไก่งวงสองสามตัวที่แม่เลี้ยงไว้เกิดหายไป แม่บอกว่าหากจอห์นนี่หาไก่งวงเจอ แม่จะยกให้ จอห์นนี่ตระเวนหาจนพบ แม่จึงยกไก่ให้ แถมยังสอนวิธีเลี้ยงให้ด้วย เมื่อไก่โตได้ที่ แม่ให้จอห์นนี่ขายไก่และเก็บเงินที่ขายได้ไว้เอง เพื่อจะได้ใช้ ‘ทำทุน’ ต่อไป

เด็กชายจอห์นนี่ตื่นเต้นที่ตัวเองมี เงินก้อนได้เหมือนผู้ใหญ่ เป็นแรงผลักดันให้เขาตั้งใจจะทำงานต่างๆ เพื่อเก็บเงินให้ได้มากขึ้นอีก ‘ช่องทางการตลาด’ แรกสำหรับเงินทุนที่มี คือซื้อลูกอม-ลูกกวาด-ทอฟฟี่ในราคาขายส่ง มาขายต่อให้กับน้องๆ และเพื่อนที่โรงเรียนในราคาขายปลีก

หากำไรได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องเสียเหงื่อ

และแม้จะตัวนิดเดียว จอห์นนี่ก็อาจหาญให้ชาวไร่ที่รู้จักกันขอยืมเงิน พร้อมกับบวกดอกเบี้ยไปเสร็จสรรพ โชคช่วยที่ชาวไร่คนนั้นไม่เบี้ยวทั้งต้นและดอก จอห์นนี่จึงมี ‘ทุน’ เพิ่มขึ้นอีก และเริ่มเห็นด้วยว่า วิธี ‘เงินต่อเงิน’ นั้นสามารถทำให้กระปุกออมสินเต็มขึ้นมาได้โดยไม่ต้องลงแรง

จอห์นนี่เก่งเลขมาตั้งแต่เล็กๆ เป็นวิชาเดียวที่เขาได้คะแนนดี ยิ่งเรื่องคิดเลขในใจแล้ว ไม่มีเพื่อนนักเรียนคนไหนสู้เขาได้เลย

แม่เห็นลูกชอบคณิตศาสตร์ จึงสอนให้ลูกชายจดบันทึกและทำบัญชีอย่างง่ายๆ เพื่อจะได้รู้รายรับ-รายจ่าย รู้ถึงการลงทุนและกำไรที่ได้ว่าคุ้มมากน้อยเพียงไร พ่อซึ่งถนัดในการทำบัญชีก็ช่วยสอนเพิ่มเติมด้วยเวลาที่พ่ออยู่บ้าน

จอห์นนี่มีสมุดบัญชีส่วนตัวมาตั้งแต่ขายไก่งวงได้ เขาจดทุกอย่างละเอียดยิบ ใช้สมุดคุ้มค่าทุกตารางนิ้วรวมทั้งหลังปกด้วย… เพื่อความประหยัด

ตรงช่องรายจ่ายในสมุดบัญชี ทุกสัปดาห์จะมีรายการทำบุญ บริจาคให้วัดและคนยากไร้ แม้จะเป็นเงินเล็กน้อย แต่ก็เป็นสิ่งที่พ่อและแม่สอนให้ลูกทุกคนทำ เมื่อหาได้ ก็ต้องแบ่งปัน ตามคำสอนในพระคัมภีร์ของชาวคริสต์

ทั้งพ่อและแม่เคร่งครัดในศาสนา

กล่าวกันว่าตระกูลของพ่อซึ่งมีนามดั้งเดิมว่า Rochefeuille หรือ Rocquefeuille เป็นชาวคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ ที่หนีการบีบคั้นจากชาวคริสต์ต่างนิกายมาจากตำบลเล็กๆ ในฝรั่งเศส ยอมบากบั่นไปสู่อเมริกา ดินแดนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน เพียงเพื่อให้ได้เสรีในการถือศาสนา จึงไม่น่าแปลกใจที่ศรัทธายึดมั่นจะตกทอดถึงลูกหลาน

ครอบครัวของจอห์นนี่ไปโบสถ์ทุกสัปดาห์ นอกจากบริจาคให้โบสถ์เป็นประจำแล้ว ยังชักชวนให้คนอื่นบริจาคด้วย

ในอนาคตมหาเศรษฐีร็อกกี้เฟลเลอร์จะเล่าว่า จอห์นนี่รับหน้าที่ ‘ขอทานให้โบสถ์’ มาตั้งแต่อายุยังน้อย แล้วก็ทำได้ดีเยี่ยมเสียด้วย เมื่อเติบโตเป็นวัยรุ่น จอห์นนี่เคยช่วยหาเงินบริจาค จนทางโบสถ์สามารถใช้หนี้หมดได้ เขาถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของชีวิต

จึงไม่น่าแปลกใจที่ต่อมา มหาเศรษฐีน้ำมันที่ชื่อ จอห์น ดี. ร็อกกี้เฟลเลอร์ จะเป็นคนก่อตั้งมูลนิธิการกุศล และบริจาคเงินเพื่อการกุศลมากมายกว่าใครๆ ในโลก เมื่อเทียบกับเหล่ามหาเศรษฐีทั้งโลกในสมัยเดียวกัน

ในวัยเพียง 10-11 ขวบ เวลาที่โรงเรียนปิด พ่อเริ่มส่งจอห์นนี่เดินทางข้ามเขาไปกับคนรู้จัก ให้ไปซื้อไม้ฟืนมาขายต่อ จอห์นนี่ซึ่งมีลักษณะขรึมและเป็นผู้ใหญ่เกินอายุ สามารถทำหน้าที่แทนพ่อได้อย่างดี ไม่ช้าก็ชำนาญเรื่องการต่อรอง การดูคุณภาพไม้ รวมถึงการทำบัญชีรายละเอียดในการซื้อขาย

หลักสูตรการ ‘ฝึกงาน’ จากชีวิตจริงที่พ่อแม่ให้จอห์นนี่ ช่วยวางรากฐานการทำงานอันมั่นคงให้กับเขาเกินกว่าที่ใครๆ จะนึกถึง

ในขณะที่จอห์นนี่อายุเพียง 15 ปี และกำลังเรียนชั้นมัธยมอยู่ พ่อบอกเขาว่า คำนวณดูแล้ว แม้จะมีเวลาเก็บเงินอีกสองสามปี ก็คงไม่มีทุนพอที่จะส่งให้เขาเรียนต่อในมหาวิทยาลัย จอห์นนี่ไม่รอช้า เขาตัดสินใจออกจากโรงเรียนมัธยมไปเข้าหลักสูตรสั้นๆ ในโรงเรียนอาชีวะ เพื่อจะได้รีบเรียนและหางานทำ

สิ่งเดียวที่จอห์นนี่อาลัยเกี่ยวกับโรงเรียนมัธยมคือสาวน้อยที่เรียนหนังสือด้วยกัน ตอนนั้นจอห์นนี่ยังไม่รู้ว่า วันหนึ่งสาวคนที่ว่าจะกลายเป็นเจ้าสาวของเขา และจะร่วมชีวิตกับเขาตราบจนวันตาย

ที่โรงเรียนอาชีวะ จอห์นนี่เลือกเรียนวิชาที่เขาถนัด คือการบัญชี การค้า และการเงินขั้นพื้นฐาน

ระหว่างนี้พ่อก็เริ่มเอาเอกสารสัญญาทางการค้าต่างๆ ที่พ่อเคยทำ มาให้เขาได้ศึกษา และดูเหมือนจอห์นนี่รับความละเอียด รอบคอบ ช่างสังเกตจากพ่อไว้อย่างไม่มีตกหล่น แต่ภาคทฤษฎีที่จอห์นนี่เรียนรู้จากโรงเรียนอาชีวะ ก็มีผลช่วยเสริมให้ภาคปฏิบัติที่ได้จากพ่อและแม่แข็งแกร่งขึ้นไปอีก

เมื่ออายุเพียง 16 ปี จอห์นนี่ก็พร้อมที่จะออกทำงาน แต่โชคร้ายที่ระยะนั้นเศรษฐกิจในสหรัฐฯ กำลังตกต่ำ งานจึงหาไม่ได้ง่ายเลย

เมืองคลิฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ในปัจจุบัน เมื่อร้อยกว่าปีมาแล้วยังเป็นเพียงเมืองเล็กๆ ที่มีบริษัทร้านค้าเพียงไม่กี่แห่ง หนุ่มน้อยจอห์นนี่เดินเตะฝุ่นแล้วแวะเวียนเข้าไปสมัครทุกบริษัท-ห้าง-ร้าน ไม่เว้นแม้แต่แห่งเดียว

เขาได้รับคำปฏิเสธจากทุกแห่งเหมือนกัน

ทำยังไงดี… กลับไปทำฟาร์มกับพ่อแม่ดีไหมหนอ จอห์นนี่คิดอยู่หลายตลบ แต่แล้วก็เริ่มต้นเข้าไปสมัครงานใหม่ตามที่ๆ เคยสมัครไปแล้วนั่นแหละ บางแห่งเขาก็แสดงความรำคาญ เอ๊อ… ไอ้หนูนี่ เพิ่งบอกไปหยกๆ ว่าไม่มีตำแหน่งยังกลับมาตื๊ออีก บางแห่งเขาก็เห็นใจ แต่ไม่มีงานให้จริงๆ เศรษฐกิจไม่ดีมันก็หยั่งงี้แหละ… ไอ้หนูเอ๊ย

วันหนึ่งเมื่อเดินกลับเข้าไปในบริษัทชิปปิ้งรับส่งสินค้าทางบกและทางเรือ ผู้จัดการเกิดเห็นใจ ให้ทำงานในหน้าที่ผู้ช่วยพนักงานบัญชี แต่บอกว่ายังไม่มีเงินเดือนให้ มีแต่เบี้ยเลี้ยงนิดๆ หน่อยๆ

แค่นั้นจอห์นนี่ก็ดีใจแทบเหาะได้

เขาจดบันทึกไว้ว่า วันที่ได้งานทำครั้งแรกนี้คือวันที่ 26 กันยายน ค.ศ. 1855 ตัวเขามีอายุได้ 16 ปี 2 เดือน กับ 18 วัน จากนั้นไปจนชั่วชีวิต เขาจะฉลองวันที่ 26 กันยายน ราวกับเป็นวันเกิด ไม่เคยเว้นแม้แต่ปีเดียว แม้โดยความจริงแล้ว กว่าเขาจะได้รับเงินเดือนก็โน่น… เดือนมกราคมอีกปีหนึ่ง แต่จอห์นนี่ก็ยังถือว่าวันที่ได้เข้าทำงานวันแรกเป็นวันมงคลของชีวิตอยู่นั่นเอง

ที่บริษัทเล็กๆ แห่งนี้ เขาเรียนงานขนส่งสินค้า พร้อมๆ กับทำบัญชีอย่างตั้งอกตั้งใจ ด้วยความละเอียดยิบ ไม่ให้มีอะไรตกหล่นคลาดสายตาไปได้แม้แต่สตางค์เดียว

บรรดาผู้ใหญ่ในบริษัทประทับใจกับหนุ่มน้อยจอห์นนี่จนขึ้นเงินเดือนให้บ่อยๆ เมื่อเศรษฐกิจประเทศดีขึ้น กิจการบริษัทก็เริ่มรุ่งเรือง เงินเดือนของจอห์นนี่ก็สูงขึ้น

ในวัยเพียง 19 ปี จอห์นนี่นำเงินที่เก็บออมไว้ได้หนึ่งพันดอลล่าร์ เข้าร่วมตั้งบริษัทซื้อขายธัญพืชและเนื้อสัตว์กับเพื่อนรุ่นพี่ หุ้นส่วนเห็นว่าควรมีต้นทุนมากพอควร จึงจะคุ้มแรงที่ลงไป จึงเสนอให้ลงเงินกันคนละสองพันดอลล่าห์

จอห์นนี่จึงต้องไปขอยืมอีกพันหนึ่งมาจากพ่อ ซึ่งพ่อก็ให้ยืมอย่างเต็มอกเต็มใจ เพราะเชื่อในฝีมือลูกชาย แต่ก็คิดดอกเบี้ยด้วย

เกลือจิ้มเกลือแท้ๆ

จอห์นนี่กัดฟัน… ธุรกิจคือธุรกิจ เขาทำงานเต็มที่ และในไม่ช้าก็ได้ผลกำไรมากเกินพอที่จะจ่ายเงินคืนพ่อพร้อมดอกเบี้ย จ่ายคืนแล้วก็โล่งอก เขาเข็ดที่พ่อคอยทวง บางครั้งก็ทวงต่อหน้าคนอื่น ทำให้จอห์นนี่หน้าชา

แต่จากงานนี้ จอห์นนี่เริ่มเห็นทางแล้วว่า หากทำงานดี ประวัติเครดิตดี ก็สามารถยืมเงินคนอื่นมาลงทุนได้โดยไม่ต้องใช้เงินตนเอง

และนั่นจะเป็นวิถีทางที่มหาเศรษฐีจอห์น ดี. ร็อคกี้เฟลเลอร์ ใช้ดำเนินกิจการตลอดไป

เขาจะกลายเป็น ‘ลูกหนี้’ ที่ยิ่งใหญ่จนเจ้าหนี้เกรงใจถึงขั้นกลัว

พ่อจึงเป็นเจ้าหนี้รายแรกและรายสุดท้ายในชีวิตที่กล้าทวงเงินเขา

จอห์นนี่ทำงานประเภทซื้อมาขายไปได้ไม่ถึงสองปี ก็มีความตื่นตัวเรื่องน้ำมันเกิดขึ้นในสหรัฐฯ เมื่อมีการค้นพบบ่อน้ำมันระยะแรกๆ ใครๆ ก็ตื่นเต้นเรื่องการขุดเจาะน้ำมัน

จอห์นนี่ไม่ผลีผลาม ไม่คิดเสี่ยงเหมือนใครๆ

เขาศึกษาเรื่องน้ำมันอันเป็นหัวใจของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในครั้งนั้น เพราะเครื่องจักรเพิ่งเริ่มเข้ามามีบทบาทในการผลิต ต่างจากสมัยจอห์นนี่เป็นเด็กที่ส่วนใหญ่ใช้แต่กำลังคน

ด้วยการเก็บข้อมูลอย่างละเอียด จอห์นนี่เห็นว่า ในขณะที่่คนฮือกันไปขุดน้ำมัน เขาควรจะสร้างโรงกลั่นเพื่อรองรับผลผลิต รวมทั้งดำเนินงานในการขนส่งน้ำมันที่ผลิตแล้วไปยังส่วนต่างๆ ของประเทศ

เรื่องง่ายๆ ที่ไม่มีใครสักกี่คนนึกถึง นักลงทุน นักเสี่ยงโชคส่วนใหญ่ตกหล่มอยู่ในหลุมน้ำมัน บ้างก็รวย แต่ส่วนใหญ่หมดตัว

ภายในเวลาไม่กี่ปี จอห์นหรือจอห์น ดี. ร็อกกี้เฟลเลอร์ ก็กลายเป็นเจ้าของโรงกลั่นที่ใหญ่ที่สุดในโลกเมื่ออายุได้เพียง 25 ปี

เส้นทางสู่ความสำเร็จของเขาหล่อลื่นด้วยน้ำมันสำเร็จจากโรงกลั่นตัวเอง สุกสว่างด้วยไฟจากน้ำมันก๊าดและผลิตภัณฑ์อีกมากมาย อันเป็นผลพลอยได้จากการผลิต

ก่อนจะเสียชีวิตไปในวัยกว่า 90 ปี จอห์น ดี. ร็อกกี้เฟลเลอร์สรุปชีวิตตัวเองว่า

ทำงานเต็มกำลัง เล่นเต็มที่ โดยมีพระเจ้าผู้เปี่ยมพระกรุณาประทานความเมตตาทุกวี่วัน