จอห์น เลนนอน
John Lennon
ค.ศ. 1940–1980
พ.ศ. 2483–2523
เบอร์หนึ่งในคณะเดอะ บีเติ้ลส์ ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสี่แห่งวงการดนตรีร็อค
ทั้งตัวเขาเอง และเพื่อนร่วมวงคือ พอล แม็คคาร์ตนีย์ จอร์จ แฮริสัน และ ริงโก สตาร์ร์ เป็นหนุ่มน้อยผมทรงกะลาครอบชาวอังกฤษที่สร้างประวัติศาสตร์ทำให้แฟนเพลงกรี๊ดสนั่นไปทั้งโลกตั้งแต่ต้นยุค 60s
บุรุษจากเมืองลิเวอร์พูลรายนี้เป็นศิลปินครบวงจร ทั้งประพันธ์เพลงเอง ร้องเอง และเล่นดนตรีเอง
เพลงซึ่งเขาแต่งคนเดียว และแต่งร่วมกับพอล แม็คคาร์ตนีย์เช่น Yesterday, Lucy in the Sky with Diamonds, I Want to Hold Your Hand, Hey Jude และ Imagine ฯลฯ ยังเป็นที่นิยมของนักฟังหลายรุ่นมาจนทุกวันนี้
เขาถูกลอบสังหารในมหานครนิวยอร์กเมื่อปี พ.ศ.2523 แต่ความตายไม่ทรงอำนาจพอที่จะพรากจอห์น เลนนอน ไปจากหัวใจแฟนพันธุ์แท้ของคณะเดอะ บีเติ้ลส์ได้
วันเยาว์…
หนูจอห์นนี่เกิดในขณะที่นาซีเยอรมันกำลังถล่มระเบิดใส่กรุงลอนดอน บริเวณถนนออกซ์ฟอร์ด ใกล้โรงพยาบาลหญิงที่แม่เลือกเป็นสถานที่ฝากครรภ์
ขณะนั้นประชาชนอังกฤษฝากขวัญและกำลังใจไว้กับท่านนายกฯ วินสตัน เชอร์ชิลล์ผู้เข้มแข็ง แม่จึงให้ชื่อลูกชายว่า John Winston Lennon ด้วยความหวังว่าลูกจะโตขึ้นเป็นคนเก่งเหมือนท่านผู้นำ
แม่ ‘จูเลีย’ ของจอห์นนี่เป็นสาวไม่เอาไหนสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง แม่มาจากครอบครัวชนชั้นแรงงาน หาเช้ากินค่ำ แต่ในวัยสาวแม่ไม่สนใจการเรียนหรือการทำมาหากิน หากชอบสนุกไปวันๆ หนึ่ง เย็นลงก็นัดหนุ่มๆ ไปเต้นรำ
หนึ่งในหนุ่มที่จูเลียสนุกด้วยคือ ‘เฟรดดี้’ ซึ่งเป็นกรรมกรอยู่ท่าเรือ เขากักขฬะ กระโชกโฮกฮาก แม้แต่ครอบครัวของจูเลียยังไม่ชอบขี้หน้า
เฟรดดี้เป็นคนไม่เอาไหนพอกันกับจูเลีย เมื่อรู้ว่าจูเลียท้องเขาก็ไม่รับผิดชอบ ยังใช้ชีวิตเลอะเทอะเหมือนเดิม ทั้งๆ ที่เป็นสมัยสงครามซึ่งทุกคนมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างลำบาก ต้องตะเกียกตะกายความอยู่รอดทุกวินาที
แม่จูเลียของจอห์นโชคดีที่มีพี่น้องผู้หญิงหลายคน ซึ่งต่างช่วยกันเลี้ยงเด็กชายจอห์น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่สาวของแม่ ซึ่งจอห์นเรียกว่าป้า ‘มีมี่’
จอห์นโตขึ้นมาด้วยการดูแลของมีมี่ ทั้งมีมี่และสามีรักและเมตตาหลานคนนี้มาก จอห์นจึงไม่ขาดความอบอุ่น เขาโตเร็ว เดินเร็ว ฉลาด และเป็นเด็กที่กระวีกระวาดทำอะไรๆ เอง แทนที่จะให้ผู้ใหญ่ช่วย ร่วมทั้งป้อนข้าวตัวเองตั้งแต่ยังเพิ่งหัดนั่งได้ไม่นานด้วย
ตอนจอห์นยังเล็ก พ่อเมาเหล้าอาละวาดจนถูกจำคุกไปเกือบสองปี เมื่อพ่อออกมาจากคุก แม่ก็ท้องกับผู้ชายคนใหม่ คราวนี้ตากับยายต้องบังคับให้แม่ยกลูกให้คนอื่นไป เพราะไม่มีปัญญาจะเลี้ยง
แม่ออกลูกแล้วก็เริ่มควงหนุ่มคนใหม่ คราวนี้แม่เกิดเพ้ออยากมีครอบครัวอบอุ่น ถึงกับพรากจอห์นจากป้ามิมี่ไปอยู่ด้วย ป้าผู้รักหลานสู้ยิบตาด้วยการพานักสังคมสงเคราะห์ไปดูสภาพห้องเท่ารูหนูของแม่ พบว่าจอห์นต้องนอนเตียงเดียวกับแม่และคู่นอน นักสังคมสงเคราะห์จึงบังคับให้แม่ส่งจอห์นกลับไปอยู่กับป้าตามเดิม
ประสบการณ์ในครั้งนั้นของเจ้าหนูจอห์น อาจมีผลให้หลายสิบปีต่อมา จอห์น เลนนอนผู้ยิ่งใหญ่อนุญาตให้ช่างภาพถ่ายรูปเขากับภรรยาชาวญี่ปุ่นในสภาพนุ่งน้อยห่มน้อยบนเตียงนอนออกเผยแพร่ไปทั่วโลก
ในขณะที่แม่เริ่มออกเดทกับทหารอเมริกันซึ่งมาช่วยอังกฤษรบ เด็กชายจอห์นกับญาติซึ่งโตกว่าก็วิ่งอยู่ตามถนน คอยดึงขากางเกงทหารแยงกี้ เพื่อขอหมากฝรั่งและช็อคโกเลต เนื่องด้วยอังกฤษกำลังขาดแคลนอาหารและน้ำตาล เด็กๆ ส่วนใหญ่แทบไม่เคยเจอขนมหวานเลย
เมื่อสงครามจบลงได้พักใหญ่ พ่อเกิดฝันเฟื่องจะไปหากินที่นิวซีแลนด์ และจะเอาลูกชายคือจอห์นซึ่งอายุเพียงหกขวบไปด้วย ป้ามีมี่ก็เริ่มทำสงครามแย่งชิงจอห์นกับพ่อเฟรดดี้อีกครั้ง
สิ่งที่จอห์นจำไม่ลืมคือ เมื่อแม่มาเอาเขาคืนจากพ่อ พ่อให้เขาเป็นคนเลือกว่าจะอยู่กับใคร…
จอห์นเลือกพ่อ…
แต่เมื่อแม่เดินจากไป เจ้าหนูก็กลับวิ่งไปหาแม่ เพื่อให้แม่พาเขากลับไปหาป้า เมื่อส่งจอห์นให้ป้าแล้วแม่ก็หายไปเหมือนสายลมเช่นเคย
ป้าและสามีเลี้ยงจอห์นอย่างดีที่สุดเท่าที่ฐานะจะอำนวยได้ ลุงเขยรักเจ้าหนูราวกับเป็นลูกของตัวเอง แต่เมื่อใดที่จอห์นถามหาแม่ลุงกับป้าก็จะตอบงึมงัม จนจอห์นขี้เกียจถามไปเอง ส่วนพ่อนั้น ดูเหมือนจอห์นจะลืมเสียสนิท
แม้ป้าและลุงเขยจะไม่ค่อยมีความรู้ แต่ก็รักการอ่านหนังสือ จอห์นจึงติดนิสัยนี้มาด้วย ป้าอ่านหนังสือสารพัดให้จอห์นฟังมาตั้งแต่เล็ก ไม่ว่าจะเป็นหนังสือนิทาน หนังสือประวัติศาสตร์ วรรณกรรมชั้นดี หรือแม้กระทั้งบทกวี ป้าก็อ่านให้หลานรักฟัง จนกระทั่งจอห์นโตขึ้นและอ่านเองได้
เป็นโชคดีของจอห์นที่เด็กฐานะยากจนอังกฤษ มีโอกาสอ่านได้หนังสือมากพอๆ กันกับคนมั่งมี เพราะสามารถขอยืมหนังสือมากมายจากห้องสมุดได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
จอห์นรักบทกวี และท่องบทกวีต่างๆ ได้มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทกวีและนิทานของลิวอิส แคร์โรลผู้เขียน อลิซในดินแดนมหัศจรรย์ (Alice’s Adventures in Wonderland และ Through the Looking-Glass ซึ่งเป็นตอนต่อจากเล่มแรก) หนูน้อยจอห์นหัวเราะซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าจะอ่านเรื่องราวจินตนาการสุดเฟื่องจากปลายปากกาลิวอิส แคร์โรลล์สักกี่ครั้ง
เขาโปรดปรานเจ้าแมวประหลาด (Cheshire Cat) ที่แม้ตัวจะไปแล้ว ยังทิ้งรอยยิ้มค้างไว้กลางอากาศ
เวลาเล่นกับเพื่อน จอห์นชอบร้อง “ตัดหัวมันเลยๆ” (Off with her head! Off with his head!) อย่างที่ควีนออฟฮาร์ทส์ในเรื่องอลิซในแดนมหัศจรรย์สั่งเวลาใครทำอะไรไม่ถูกใจ
ผลงานเลอเลิศของเช็กสเปียร์กวีเอกซึ่งเป็นที่รักยิ่งของคนอังกฤษ จอห์นก็จำได้แม่นยำหลายบทหลายตอน รวมทั้งโคลงแห่งความรักที่ไม่มีวันสลาย…
ตราบที่ยังมีลมหายใจ
ตราบที่นัยเนตรยังมองเห็น
ตราบเท่าที่ชีวิตยังเป็น…
So long as men can breathe or eyes can see,
So long lives this, and this gives life to thee..
บทกวีอันไพเราะซึ่งเด็กชายจอห์นท่องได้แต่วัยเยาว์ ล้วนเป็นรากฐานในการประพันธ์เพลงของจอห์น เลนนอนในเบื้องหน้า เช่นเดียวกันกับที่เป็นประโยชน์แก่นักประพันธ์เพลงผู้ประสบความสำเร็จมากมายในโลกนี้
เด็กชายจอห์นอ่านหนังสือจนตาสั้น
เมื่อโรงเรียนพบว่าจอห์นตาสั้นก็จัดการให้ได้แว่นฟรีจากรัฐบาล จอห์นเกลียดการใส่แว่นมาก เขารู้สึกว่ามันทำให้เขาดูเป็น ‘ตัวเมีย’ แถมยังโดนเพื่อนล้อว่าเป็น ‘ไอ้สี่ตา’
ทุกครั้งที่เพื่อนล้อ เด็กเจ้าอารมณ์อย่างจอห์นจะต่อยดะ เขาทั้งมือไว ปากไว ด่าเป็นไฟ ตามประสาเด็กที่อยู่ในแถบถิ่นยากจน
เด็กชายจอห์นไม่รู้ว่า วันหนึ่งแว่นตานี้จะกลายเป็นสัญลักษณ์ของนักร็อคผู้ยิ่งใหญ่
เมื่อขึ้นชั้นมัธยม จอห์นยิ่งเพิ่มดีกรีเด็กเหลือขอมากขึ้นไปอีก เขาเป็นหัวโจกร่วมกับเพื่อนๆ แกล้งครูต่างๆ นานา เช่น ทำกระดานพัง ทุบชอล์กจนป่น หรือเขียนอะไรแปลกๆ ติดไว้ที่ฝาห้องเรียน หรือแม้กระทั่งแอบไปตั้งนาฬิกาโรงเรียนใหม่ จนกระดิ่งดังไม่ตรงเวลา
แม้จะทั้งโดนคาดโทษ โดนเฆี่ยน แต่จอห์นก็ไม่เคยหลาบจำ
ในช่วงมัธยมต้น จอห์นเป็นหัวหน้าพาพวกเพื่อนๆ ตั้งเป็นแก๊งขโมยขนมตามร้าน นอกจากขนมและช็อคโกแลตแล้วยังริขโมยบุหรี่มาสูบจนติด
ปากซึ่งยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมของเด็กชายจอห์น มีกลิ่นบุหรี่ปนอยู่ด้วยนับแต่นั้นมา บุหรี่เป็นเสมือนบันไดพาไต่ไปสู่ยาเสพติดในภายหลัง
จอห์นสนุกกับการนำกลุ่มเพื่อนเกเรเกกมะเหรก แต่ไม่สนุกในการเรียนทั้งๆ ที่เป็นคนรักการอ่าน
เมื่อกลายเป็นคนดัง จอห์นเคยให้สัมภาษณ์ว่า ชอบอ่านหนังสือไม่เลือกชนิด ยกเว้นหนังสือเรียน
คงเพราะอย่างนี้พวกครูๆ หลายคนจึงตราหน้าไว้ว่า เขาจะโตขึ้นเป็นปัญหาของสังคม
ยกเว้นครูสอนศิลปะ ซึ่งเห็นความสามารถของจอห์นจนกระทั่งเขียนจดหมายรับรองให้จอห์นได้เข้าเรียนอาร์ตในโรงเรียนศิลปะ ทั้งๆ ที่สอบมัธยมตก
จอห์นเองก็ชอบอาร์ต และรู้สึกบุญคุณของครู แต่ในช่วงวัยรุ่นนี้เอง ที่จอห์นเริ่มหัดเล่นและหลงไหลใฝ่ฝันกีตาร์จนไม่เป็นอันทำอะไรอื่น
แม่ซึ่งพัดผ่านไป-มาในชีวิตจอห์นเหมือนกับสายลม ชอบใจที่ลูกชายเล่นกีต้าร์และแต่งเพลงได้ ถึงกับชวนจอห์นและเพื่อนๆ มาเล่นที่ห้องเช่า
จอห์นกับเพื่อนๆ ทำบ้านแม่เลอะไปด้วยเศษอาหารและขี้บุหรี่ แต่แม่ก็ไม่ว่าอะไร ออกขำๆ เมื่อบรรดาหนุ่มน้อยนักดนตรีสมัครเล่นเหล่านี้หอบเครื่องดนตรีเข้าไปเล่นในห้องน้ำ เพราะชอบใจที่เสียงดนตรีฟังก้องดี
ถึงกระนั้น เมื่อรู้ว่าลูกมีโอกาสได้เข้าโรงเรียนศิลปะ แม่ก็พยายามดันให้จอห์นเข้าเรียนตามคำแนะนำของครู
แต่ก็สายไปเสียแล้ว จอห์นมุ่งแต่จะเล่นดนตรีท่าเดียว
ในที่สุดแม่ก็ยอมแพ้…
แม่บอกว่า หากจะเล่นดนตรีก็ต้องเล่นให้ดีจนทำมาหากินได้ จะได้มีปัญญาหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง
จากวันนั้น จอห์น เลนนอนก็เริ่มเล่นดนตรีหากิน… เลี้ยงปาก… เลี้ยงท้อง… และยังมีเหลือเฟืออีกมากมายไว้ซื้อยาเสพติด และทำสิ่งอื่นๆ ที่เขาเลือกจะทำ ทั้งที่เป็นคุณและเป็นโทษ ก่อนจะถูกลอบสังหารเมื่อมีวัยเพียง 40 ปี
ชีวิตอันสั้นของจอห์นอุดมไปด้วยผลงานดนตรี งานหลายชิ้นเกิดขึ้นจากความรีบเร่ง ราวกับเขาได้ยิน…
เสียงปีกของราชรถแห่งกาลเวลา
กระพือใกล้เข้ามาทางเบื้องหลัง
But at my back I always hear
Time’s winged chariot hurrying near.
บทกวีของ Andrew Marvell ที่เขาเคยประทับใจจากวัยเยาว์