จูเลีย โรเบิร์ตส์

Julia Roberts

ค.ศ. 1967-
พ.ศ. 2510-

ดาราหญิงอเมริกันยอดนิยมในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 และต้นศตวรรษที่ 21 และเป็นดาราที่มีค่าตัวสูงที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์วงการภาพยนตร์

เธอได้รับรางวัลออสการ์จากภาพยนตร์เรื่อง Erin Brockovich ในปี ค.ศ. 2001 ในขณะเดียวกันแฟนๆ ก็ชื่นชอบหนังรักเบาสมองที่เธอแสดงนำ อย่าง Pretty Woman, My Best Friend’s Wedding, Notting Hill หรือ Runaway Bride

นอกจากจะถูกเลือกให้เป็นหนึ่งในสุดยอดสตรีงาม 50 คนของโลก เธอยังได้รับเลือกเป็นหนึ่งในสตรีที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดของสหรัฐฯ โดยมีคะแนนเหนือนักการเมืองสตรีหลายคน

วันเยาว์…

เด็กหญิงจูลี่เป็นลูกเล็กในบ้าน และเป็นน้องเล็กที่พี่ชายและพี่สาวช่วยกันโอ๋

ครอบครัวของหนูจูลี่อยู่ที่เมืองแอตแลนตา ทางใต้ของสหรัฐฯ สาวสวยของแถบนี้จะถูกขนานนามว่าเป็น Southern Belle หรือคนงามทางใต้ แต่สำหรับเด็กหญิงจูลี่ซึ่งมีตา-จมูก-ปากโตเบ้อเริ่มเมื่อเทียบกับหน้า คงจะไม่มีวันโตขึ้นเป็น Southern Belle กับเขาแน่ ท่าทางจะ ‘ขายไม่ออก’ เสียมากกว่า

นอกจากจะขี้เหร่แล้ว หนูจูลี่ยังมีปัญหาทางสายตา ทำให้ต้องใส่แว่นหนาเตอะตั้งแต่เด็ก หน้าตาจึงดูตลกขึ้นไปอีก

พ่อกับแม่ของจูลี่รักการแสดง และต่างเคยได้บทเล็กๆ น้อยๆ ในละครเวทีมาก่อน ทั้งคู่พบกันที่โรงเรียนสอนศิลปะการแสดง เมื่อแต่งงานกันแล้วก็มาตั้งโรงเรียนเล็กๆ ที่่บ้าน เพื่อเปิดสอนศิลปะการแสดงให้แก่เยาวชน

เป็นอาชีพที่ไม่ทำเงินสักเท่าไหร่ พ่อและแม่จึงมีเรื่องค่าใช้จ่ายที่ทำให้เครียดอยู่เสมอ ลูกๆ ทั้งสามพลอยรู้สึกถึงความเครียดนี้ไปด้วย โดยเฉพาะเอริคซึ่งโตกว่าจูลี่ถึงสิบปี

โรงเรียนการแสดงของพ่อแม่รับเด็กทั้งผิวขาวและผิวดำ ซึ่งไม่ใช่เรื่องธรรมดาในทางใต้ของสหรัฐฯ เมื่อ 40 กว่าปีมาแล้ว เพราะยังมีการรังเกียจผิวอยู่มาก

ท่านมาร์ติน ลูเธอร์ คิงซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มเรียกร้องสิทธิความเสมอภาคให้แก่คนผิวดำก็ส่งลูกๆ มาเรียนที่โรงเรียนนี้ ว่ากันว่าท่านมาร์ตินให้การสนับสนุนโรงเรียน และยังช่วยค่าใช้จ่ายเมื่อคราวที่แม่คลอดหนูจูลี่ จึงนับว่าท่านมาร์ตินมีบุญคุณกับครอบครัวนี้ไม่น้อย การที่คนขาวได้รับการช่วยเหลือจากคนผิวดำ อาจระคายหูคนขาวด้วยกัน ครอบครัวโรเบิร์ตส์จึงเกือบไม่เคยเอ่ยปากเรื่องนี้เลย

เวลาที่พ่อแม่สอนการแสดงให้เด็กๆ คนอื่น ลูกคนโตสองคนก็ร่วมเรียนอยู่ด้วย โดยมีจูลี่ตัวเล็กนั่งตาแป๋วมองใครๆ เขาเรียนกัน

เมื่อจูลี่อายุได้เพียงสี่ขวบ พ่อแม่ก็ตัดสินใจหย่าร้าง

พ่อเปลี่ยนอาชีพไปขายของในห้างสรรพสินค้า และยังอยู่บ้านเดิมกับอีริคลูกชายคนโต ส่วนแม่และลูกสาวสองคนย้ายบ้านไปอยู่อีกเมืองหนึ่ง แม่เปลี่ยนไปยึดอาชีพนายหน้าขายบ้าน

ไม่ช้าทั้งคู่ก็แต่งงานใหม่

แม่มีลูกสาวกับสามีใหม่ พ่อเลี้ยงไม่มีหัวใจกว้างขวางพอที่จะรักลูกติดภรรยาได้เต็มที่นัก จูลี่และพี่สาวจึงรู้สึกตัวเหมือนคนนอกมากกว่าที่จะเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน

พ่อจากไปด้วยโรคมะเร็งเมื่อจูลี่อายุได้เพียงสิบขวบ ความรู้สึกอ้างว้างในหัวใจของลูกๆ ยิ่งมีมากขึ้น การที่พ่อตายอย่างคนพ่ายแพ้ชีวิต จุดความรู้สึกลึกๆ ในใจของจูลี่ ความรู้สึกมุมานะที่จะทำอะไรในชีวิตให้ประสบความสำเร็จ เพื่อทดแทนความล้มเหลวของพ่อ

เวลาที่จูลี่และพี่น้องมีความสุขจริงๆ คือเวลาที่ได้ไปเยี่ยมฟาร์มของปู่ จูลี่หัดขี่ม้าจนเก่ง และกลายเป็นเด็กรักสัตว์อย่างมาก เธอรักสัตว์จนฝันว่าจะเป็นสัตว์แพทย์เมื่อโตขึ้น ถึงกับขอตามสัตวแพทย์ที่รู้จักกันไปดูเวลาที่หมอไปรักษาสัตว์ตามบ้านต่างๆ

จูลี่เรียนหนังสือพอใช้ได้ แต่เข้ากับเพื่อนๆ ไม่ค่อยได้ เพราะเพื่อนชอบล้อเรื่องหน้าตาสุดตลกของเธอ ส่วนใหญ่จูลี่จะใช้ความเฉยซ่อนความไม่มั่นใจในตัวเองไว้ แต่ยามอารมณ์ดีขึ้นมา เธอจะหัวเราะเสียงลั่น ปากกว้างเกือบถึงหู เห็นฟันทั้งสองแถบแบบซิเนมาสโคป

กลายเป็นเรื่องให้ใครๆ ล้อได้อีก

ทำนองเดียวกับ ‘แก้วหน้าม้า’ ของไทย

จูลี่เชื่อจริงจังว่าทั้งเพื่อนและครูไม่ค่อยชอบเธอเพราะหน้าตา แต่ลืมไปว่าตัวเองซึ่งเป็นเด็ก ‘บ้านแตก’ ก็มีนิสัยขวางโลกอยู่เหมือนกัน

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เธอบอกกับครู(ซึ่งเธอคิดว่าไม่ชอบหน้าเธอ)ว่า ไหนๆ เธอก็คงจะตกวิชานี้แน่ๆ ขออนุญาตไม่เรียนเลยแล้วกัน จะไปอ่านหนังสือในห้องสมุดแทน

ครูก็อนุญาต

จูลี่ใช้เวลาในห้องสมุดอ่านบทกวีและนิยายคลาสสิก ซึ่งเปลี่ยนให้เธอกลายเป็นคนรู้คุณค่าในวรรณกรรมชั้นดีตั้งแต่อายุยังน้อย

เมื่อจูลี่อยู่ชั้นมัธยมปลาย ความฝันว่าจะได้เป็นสัตว์แพทย์เริ่มรางเลือนไป เพราะเอริคพี่ชายเข้าสู่วงการแสดง จูลี่จึงชักอยากเป็นนักแสดงบ้าง ยิ่งพี่สาวเรียนจบมัธยมแล้วย้ายไปอยู่ในนิวยอร์ก จูลี่ยิ่งเร่งวันเร่งคืน

ก่อนเรียนจบมัธยม จูลี่เปลี่ยนจากแว่นเป็นคอนแทคท์เลนส์ หน้าตาที่เคยดูตลกเริ่มมีแววติดจะสวย จูลี่ลงความเห็นว่าตัวเองคงพอจะเป็นดาราได้

หลังจากเรียนจบมัธยมได้ไม่กี่วัน เธอโลดแล่นจากบ้านไปอยู่กับพี่สาวที่นิวยอร์ก โดยตั้งใจว่าจะเรียนวิชาการแสดง แน่นอนว่าต้องหาสตางค์เรียนเอง แต่หากไม่เลือกงาน ก็มีงานให้ทำสารพัดในเมืองใหญ่แห่งนี้ จูลี่ขายไอศกรีม ขายรองเท้า ทำงานในบริษัทผลิตเสื้อผ้า ฯลฯ

เธอเปลี่ยนชื่อจากจูลี่เป็นจูเลีย เพราะเห็นในรายนามนักแสดงว่ามี ‘จูลี่ โรเบิร์ตส์’ อยู่แล้ว

หนทางข้างหน้ายังไกลนัก แม้ ‘จูเลีย’ จะได้รับการช่วยเหลือจากพี่ชายที่เริ่มประสบความสำเร็จในวงการแสดง แต่เธอก็ยังต้องเดินไปสู่ความสำเร็จด้วยตนเอง

ในที่สุดจูลี่ก็จะกลายเป็น ‘จูเลีย โรเบิร์ตส์’ ดาราหญิงยอดนิยมที่มีค่าตัวสูงสุดคนหนึ่งแห่งยุค แถมยังมีรางวัลออสการ์เป็นเครื่องการันตีความสามารถ

ความสำเร็จในอาชีพที่พ่อเคยใฝ่ฝัน ซึ่งเกินพอที่จะทดแทนความล้มเหลวในชีวิตของพ่อที่รัก