หลุยส์ อาร์มสตรอง
Louis Armstrong
ค.ศ. 1901–1971
พ.ศ. 2444–2514
นักเป่าทรัมเป็ตอเมริกันดำซึ่งถูกยกย่องว่าเป็น ‘บิดาแห่งดนตรีแจ๊ส’
หลุยส์เกิดในสลัมเมืองนิว ออร์ลีนส์ รัฐหลุยเซียนา เรียนหนังสือแค่ประถมสาม มีครูสอนดนตรีให้เล็กน้อยเมื่ออยู่ในโรงเรียนดัดสันดาน แต่เขาฝ่าด่านการเหยียดผิวในอเมริกาขึ้นมาเป็นนักดนตรีและนักร้องแนวหน้าของโลก ด้วยพรสวรรค์และการฝึกฝนอย่างหนักของตัวเอง
อเมริกายกย่องว่าหลุยส์เป็นทูตดนตรีประจำโลก เพราะเขาเป็นที่รักของบรรดาแฟนดนตรีทุกเชื้อชาติ
วันเยาว์…
หลุยส์น้อยเคยถูกส่งเข้าโรงเรียนดัดสันดานเพราะซ่าจัด แอบเอาปืนของเพื่อนแม่มายิงขึ้นฟ้าเล่นในวันปีใหม่
จริงๆ ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอก การโดนส่งเข้าโรงเรียนดัดสันดาน เกือบจะเป็นเรื่องธรรมดาของเด็กอเมริกันนิโกรที่เติบโตขึ้นในสลัมของเมืองนิว ออร์ลีนส์ ซึ่งเป็นแหล่งซ่องโสเภณี บ่อนการพนัน และสถานบันเทิงชั้นต่ำซึ่งยาเสพติดหาง่ายเท่าๆ กับหมากฝรั่ง
หลุยส์เป็นเสมือนดวงดาวที่เกิดขึ้นมาท่ามกลางความมืดมิดของแหล่งเสื่อมโทรมนั้น
ตระกูลทั้งทางพ่อและแม่ของเด็กชายหลุยส์เป็นอดีตทาส แม่มีอายุเพียง 15 ปีเมื่อคลอดหลุยส์ จากนั้นเพียงสองปีพ่อซึ่งเป็นคนงานในโรงกลั่นเหล้า ก็ทิ้งให้แม่เลี้ยงหลุยส์กับน้องสาวโดยไม่เคยหันมาเหลียวแล
ค่าแรงที่แม่ได้จากการทำสะอาดบ้านคนขาวไม่ค่อยพอกิน หลุยส์เล่าไว้ตรงๆ ว่า เคยได้ยินคนพูดว่าบางครั้งแม่ต้อง ‘รับแขก’ แต่ก็ไม่เคยเห็นด้วยตาตนเอง
ย่าสงสารแม่จึงรับหลุยส์กับน้องไปอยู่ด้วย
เด็กสลัมในนิว ออร์ลีนส์เมื่อร้อยปีที่แล้ว มีสภาพไม่ต่างจากเด็กสลัมในบ้านเรามากนัก หลุยส์น้อยเดินเท้าเปล่าเพราะไม่มีรองเท้าใส่ เขานุ่งกระโปรงแทนที่จะนุ่งกางเกง เพราะย่าได้บริจาคมาอย่างนั้น หลุยส์ช่วยย่าโดยเข้าตลาดไปเก็บเศษผักหรือเนื้อที่แม่ค้าโยนทิ้ง มาให้ย่าตัดส่วนเสียๆ ออกแล้วปรุงเป็นอาหาร
ถึงจะขาดแคลนเสื้อผ้า อาหาร และของเล่น แต่หลุยส์ก็ไม่ขาดความรักจากแม่และย่า ความรักที่เขาได้รับในวัยเด็กนี้ หล่อเลี้ยงหลุยส์ให้รักษาตัวไว้ได้ โดยปราศจากความขมขื่นกับอดีต
เมื่อโตพอรู้เรื่องหลุยส์ก็ช่วยแม่ทำงานต่างๆ เท่าที่ทำไหว งานอย่างหนึ่งที่เขาทำตั้งแต่เด็ก คือหิ้วถ่านหินกระป๋องเล็กๆ ส่งตามห้องโสเภณี ซึ่งจะได้ค่าทิปเป็นเงินเล็กๆ น้อยๆ
พออายุเจ็ดขวบ หลุยส์ก็ได้งานที่เข้าท่าหน่อย คือติดรถม้าของครอบครัวชาวยิวไปซื้อของเก่า ประเภทเดียวกับ ‘ขวดมาขาย’ ในบ้านเรา เขาพบว่า ชาวยิวนั้นโดนดูถูกและรังเกียจพอๆ กันกับนิโกร เพียงแต่ต่างแบบกันเท่านั้น
หลุยส์ได้รับความเมตตาจากยิวบ้านนี้มาก เป็นช่วงแรกของชีวิตที่เขาได้กินจนอิ่มท้อง นอกจากนั้นนายจ้างยิวยังช่วยเกื้อหนุนให้หลุยส์ได้เป็นเจ้าของปี่อันแรกของชีวิต
หลุยส์น้อยรักเสียงดนตรีทุกชนิด เพราะนิว ออร์ลีนส์เป็นเมืองแห่งเสียงเพลงหลายรูปแบบ ซึ่งมาจากอารยธรรมต่างชนิดที่รวมกันอยู่ในเมืองนี้ ทั้งฝรั่งเศส สเปน อเมริกันและแอฟริกัน ล้วนเป็นส่วนผสมทำเกิดเป็นดนตรีแจ๊สขึ้นมา
แต่หลุยส์ไม่มีโอกาสได้เรียนดนตรี แม้แต่โรงเรียนของรัฐซึ่งเรียนฟรี เขายังได้เรียนแค่ประถมสาม เพราะต้องทำงานช่วยทางบ้าน
หากเด็กสลัมคนนี้ไม่ได้เรียนดนตรี เขาจะเติบโตขึ้นเป็น ‘บิดาแห่งดนตรีแจ๊ส’ ได้อย่างไร?
สวรรค์มีวิธีแปลกๆ ไม่ซ้ำแบบใคร
ในเมื่ออยู่ข้างนอกไม่มีโอกาสได้เรียนดนตรี สวรรค์ก็เตรียมครูไว้ให้ในรั้วของโรงเรียนดัดสันดาน
เมื่อเด็กชายหลุยส์ถูกเจ้าหน้าที่ส่งเข้าโรงเรียนดัดสันดานสำหรับเยาวชนผิวดำ เขาก็ได้พบครูสอนดนตรีจอมดุที่สอนให้เขาเป่าคอร์เนท (หลุยส์จะเปลี่ยนไปเล่นทรัมเป็ตในภายหลัง)
ครูรู้เกือบจะทันทีว่าหลุยส์มีพรสวรรค์ หลุยส์เข้าใจดนตรีและเรียนรู้ได้เร็วรวดกว่าเพื่อนๆ ไม่นานหลุยส์ก็ได้เป็นหัวหน้าวงดุริยางค์ ฝีปากการเป่าของหลุยส์ทำให้วงของโรงเรียนมีชื่อเสียง ได้รับเชิญไปบรรเลงตามงานต่างๆ
ตอนที่นักดนตรีจากโรงเรียนดัดสันดานไปเดินพาเหรดแถวๆ บ้านหลุยส์นั้น พวกพ่อเล้า แม่เล้า แมงดาและโสเภณีที่คุ้นเคยกับหลุยส์ออกมาดูกันเต็มถนน ด้วยความภูมิใจในตัวหลุยส์ที่พวกเขาถือเหมือนลูกเหมือนหลาน
หลุยส์ได้เงินบริจาคของบรรดาพี่ป้าน้าอาเหล่านี้ไปซื้อเสื้อฟอร์มใหม่ให้ตัวเขาและเพื่อนๆ ได้ทั้งวง
โดยส่วนใหญ่แล้ว เส้นทางชีวิตเด็กสลัมอย่างหลุยส์เปรียบเสมือนมีป้ายลูกศรชี้นำให้เดินลงสู่ทางต่ำ แต่ครูผู้มีเมตตาและดนตรีที่ครูมอบให้ ช่วยพลิกป้ายให้ชี้ขึ้นสู่ทางสูง
แล้วหลุยส์ผู้ที่จะสำนึกบุญคุณของครูและโรงเรียนตราบจนวันตาย ก็เลือกเดินไปตามลูกศรนั้น โดยมีความรักของย่าและแม่บรรจุอยู่เต็มหัวใจ ให้ความมั่นคงและมั่นใจ ช่วยให้ไม่หวั่นไหวไปกับการเหยียดผิวและอุปสรรคอื่นๆ ที่เขาจะได้พานพบในเส้นทางชีวิต
หลุยส์น้อยเด็กผิวดำจากสลัมเมืองนิว ออร์ลีนส์ จึงกลายเป็นหลุยส์ อาร์มสตรอง ผู้เป่าโน้ตทองออกมาให้โลกฟัง