หลุยส์ เบรลล์
Louis Braille
ค.ศ. 1809–1852
พ.ศ. 2352–2395
ครูชาวฝรั่งเศสผู้มีพระคุณแก่คนตาพิการทั้งโลก
ตัวหลุยส์ เบรลล์เองตาบอดตั้งแต่อายุสามขวบ แต่มีความสามารถพอที่จะคิดค้นอักษรเบรลล์ขึ้นมาสำเร็จตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น
ผลงานของเขาทำให้คนตาพิการมีอักษรได้อ่าน-เขียน รวมทั้งมีโน้ตสำหรับนักดนตรีตาพิการด้วย
อักษรเบรลล์ยังใช้อยู่ตามโรงเรียนตาบอดในประเทศต่างๆ จนทุกวันนี้
นอกจากจะเป็นครูที่เสียสละอย่างสูงแล้ว หลุยส์ยังเป็นนักออร์แกนฝีมือเยี่ยมอีกด้วย
นามสกุลของหลุยส์อ่านออกสำเนียงฝรั่งเศสว่า ‘บราย-เออ’ แต่คนส่วนใหญ่ทั่วโลกจะเรียกอักษรที่เขาประดิษฐ์ว่า ‘แบรลล์’
วันเยาว์…
หนูน้อยหลุยส์อยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ นอกกรุงปารีสกับพ่อซึ่งมีอาชีพทำอานและบังเหียนม้า
เขาเป็นเด็กรื่นเริงและซุกซน เป็นที่รักของคนในครอบครัวและคนอื่นๆ ในหมู่บ้าน
เมื่ออายุได้สามขวบ หนูหลุยส์ไปเล่นเครื่องมือของพ่อ พยายามที่จะเลียนแบบทุกอย่างที่เขาเห็นพ่อทำ เลยถูกเครื่องมือแทงตาบอดทันทีไปข้างหนึ่ง แถมยังอักเสบลุกลามไปอีกข้างหนึ่ง
ไม่ช้าตาของหลุยส์น้อยก็บอดสนิททั้งสองข้าง
หลุยส์ต้องหัดเดินใหม่ หัดที่จะใช้สัมผัสอันต่างไปจากคนตาดี เขาเติบโตขึ้นอย่างเด็กตาพิการ พ่อแม่เป็นห่วงลูกชายอย่างที่สุด เพราะเมื่อเกือบสองร้อยปีมาแล้ว คนฐานะยากจนที่ตาพิการ ส่วนใหญ่จะจบลงด้วยการเป็นขอทาน
แต่หลวงพ่อแห่งวัดประจำหมู่บ้าน เห็นอยู่ว่าหลุยส์เป็นเด็กฉลาดมาก จึงช่วยอ่านหนังสือให้ฟังอยู่เสมอ ในที่สุดก็ไปขอให้ครูรับหลุยส์เข้าโรงเรียน
ปกติโรงเรียนในสมัยนั้นจะไม่รับเด็กตาพิการ เพราะไม่เห็นจะเป็นประโยชน์อันใด แต่เมื่อหลวงพ่อขอ ครูก็เกรงใจ จำต้องรับหลุยส์เข้าเรียนกับเด็กปกติ
แล้วไม่นานหลุยส์ก็ทำให้ทุกคนตระหนักถึงความเฉียบแหลมและความช่างจำของเขา หลุยส์ท่องโคลงได้มากมาย จำข้อความที่ครูสอนได้แม่นยำกว่าเพื่อนๆ ที่ตาดี แถมยังเก่งเลขอีกด้วย
แต่ถึงอย่างไรหลุยส์ก็อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้อยู่ดี
คราวนี้ทั้งหลวงพ่อและครูจึง ‘ร่วมด้วยช่วยกัน’ ขอทุนให้หลุยส์ได้ไปเรียนที่สถาบันสำหรับเยาวชนตาพิการในปารีส ซึ่งเป็นสถานศึกษาแบบนี้แห่งแรกในโลก ตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1784 (พ.ศ. 2327) โดยสุภาพบุรุษใจบุญชื่อ Valentin Haüy
หลุยส์ได้เข้าโรงเรียนนี้เมื่ออายุ 10 ขวบ และได้พบกับท่านวาลองตองครั้งหนึ่ง เขาประทับใจในตัวท่านมาก เพราะนอกจากในฝรั่งเศสแล้ว ท่านผู้นี้ยังตระเวนไปตั้งโรงเรียนเพื่อคนตาบอดในประเทศอื่นๆ รอบยุโรป จนในที่สุดเงินที่มีอยู่หมดไปและเสียชีวิตอย่างคนสิ้นเนื้อประดาตัว
ชีวิตท่านเป็นตัวอย่างแก่หลุยส์ซึ่งจะเติบโตขึ้นเป็นครูผู้อุทิศความสุขสบายส่วนตนเพื่อลูกศิษย์ไปตลอดชีวิต
ณ โรงเรียนตาบอดแห่งนี้ หลุยส์ได้เรียนรู้วิธีดำรงชีพโดยช่วยตัวเองให้มากที่สุด พึ่งคนอื่นให้น้อยที่สุด นอกจากนี้โรงเรียนยังสอนงานช่างฝีมือต่างๆ เท่าที่คนตาบอดจะทำได้ อีกทั้งยังสอนดนตรีให้อีกด้วย
ทางโรงเรียนให้ความสำคัญเรื่องดนตรีเป็นอย่างสูง เพราะนักเรียนที่มีทักษะจะสามารถเล่นหรือสอนดนตรีเลี้ยงชีพได้ในภายหลัง
หลุยส์มีพรสวรรค์ทางดนตรีจึงเรียนได้อย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้ ต่อมานอกจากจะเป็นครูแล้ว เขายังกลายเป็นนักออร์แกนมีชื่อเสียงของปารีสอีกด้วย
แต่สำหรับคนตาพิการแล้ว การเรียนหนังสือไม่ง่ายอย่างเรื่องดนตรี โรงเรียนของหลุยส์มีวิธีการสอนให้นักเรียนอ่าน โดยใช้วิธีพิมพ์อักษรนูนลงบนกระดาษไข เป็นอักษรตัวขนาดหม้อแกง หรือหากคิดอย่างฝรั่งเศสก็ต้องว่าขนาด ‘หม้อซุป(หัวหอม)’ หนังสือแต่ละหน้าจึงบรรจุได้ไม่กี่ประโยค
ประมาณว่า หนังสือบางๆ ขนาด ‘สมบัติผู้ดี’ ที่นักเรียนไทยสมัยก่อนเคยต้องเรียน หากใช้อักษรนูนขนาดหม้อซุปที่ว่า จะออกมาหลายเล่ม ‘สมุดไข’ มองแวบๆ อาจเข้าใจผิดว่าเป็นเอนไซโคลพีเดีย แต่ละเล่มหนาและหนักจนนักเรียนรุ่นเล็กอย่างหลุยส์ในสมัยนั้นถึงกับไหล่คู้เวลายก
นี่ยังไม่นับเรื่องค่าใช้จ่ายในการทำซึ่งแพงเหลือประมาณ เมื่อนักเรียนอ่านหนังสือได้แล้ว ต่อไปก็ไม่มีปัญญาซื้อหนังสือแบบนี้มาอ่านอีกแน่นอน ช่วงนั้นทั้งโรงเรียนยังมีหนังสือกระดาษไขในห้องสมุดไม่ถึง 20 เล่มด้วยซ้ำ
แต่เมื่อหลุยส์อายุได้ 12 ปี นายร้อยเอกแห่งกองทัพฝรั่งเศสผู้หนึ่งมาเยี่ยมโรงเรียน ผู้กองหัวดีคนนี้เคยใช้จุด (.) และขีด (–) กดด้วยเหล็กแหลมลงบนกระดาษเป็นโค้ด ให้ทหารอ่านคำสั่งได้ในที่มืดโดยไม่ต้องจุดไฟหรือพูดกันให้ศัตรูได้ยิน
หมดสงครามแล้วท่านผู้กองคงเสียดายไอเดียดีๆ ของตัวเอง นึกออกว่าอาจจะเป็นประโยชน์แก่คนตาบอด จึงนำมาถ่ายทอดให้ครูและนักเรียนที่สถาบันนี้อีกต่อหนึ่ง
แต่วิธีการของท่านผู้กองยากเย็นไปหน่อย เหมาะกับคำสั่งสั้นๆ เท่านั้น พอเป็นหนังสือเรียนยาวๆ แล้วกลับกลายเป็นเรื่องยุ่งยาก
เด็กชายหลุยส์เลยพยายามหาวิธีใหม่ คิดใหม่ ลองแบบนี้ ผสมแบบนั้น บางครั้งลองแล้วลองเล่าจนดึกดื่น ทั้งๆ ที่ตัวเองก็สุขภาพไม่ค่อยดี
แต่ในที่สุดก็ไปทำสำเร็จเอาเมื่ออายุได้ 15 ปี
หลุยส์เลิกใช้ขีด เปลี่ยนไปใช้แต่จุดใหญ่เล็กผสมกัน แต่ละแบบแทนตัวอักษรหนึ่งตัว และสัมผัสได้พอดีกับปลายนิ้ว เป็นแบบที่ครูและเพื่อนนักเรียนตาบอดของหลุยส์ลงความเห็นว่าดีที่สุด เรียนรู้และอ่าน-เขียนได้สะดวกที่สุด
เคยมีผู้เบื่อหน่ายกับระบบการศึกษาที่ไร้คุณภาพ จนใช้คำเรียกกระทรวงศึกษาธิการว่าเป็น ‘กระทรวงศึกษาพิการ’ เห็นทีในฝรั่งเศสสมัยนั้นอาจมีอะไรคล้ายๆ กัน คือบรรดาผู้ทำงานที่กระทรวงไม่ค่อยรู้ปัญหา หรือความจำเป็นที่แท้จริงในระบบการศึกษา ได้แต่นั่งเทียนคิดอะไรไปเรื่อยๆ บนโต๊ะทำงานหรือโต๊ะประชุม
ทางกระทรวงจึงไม่เห็นด้วยที่จะไปใช้วิธีของเด็กเมื่อวานซืนอย่างหลุยส์ เบรลล์ แถมยังเสียดายหนังสือกระดาษไขที่กระทรวงอุตส่าห์ทำมาให้ใช้ จะเปลี่ยนไปทำไมมี… ใช้ของเก่าน่ะดีแล้ว
ว่าพลางเจ้านายในกระทรวงก็สั่งย้ายครูใหญ่ที่เสนอขอใช้วิธีของหลุยส์ ด้วยข้อหาว่าหัวใหม่เกินไป แล้วแทนที่ด้วยคนหัวเก่า จะได้ไม่หาเรื่องใหม่ๆ มาให้หนักหัว(เก่าๆ)ของคนในกระทรวงอีก (จริงๆ แล้วกระทรวงที่ดูแลการนี้ในฝรั่งเศสเป็นกระทรวงมหาดไทยหรือ Interior Ministry)
ในที่สุดพวกนักเรียนและบรรดาครูน้อยในโรงเรียนของหลุยส์ต้องประท้วง โดยแอบเรียนกันเอง สอนกันเอง ใช้กันเอง
ระหว่างนี้ ประเทศอื่นๆ รอบโลกพากันรับวิธีของหลุยส์ เบรลล์ ‘เด็กเมื่อวานซืน’ ของฝรั่งเศสคนนี้ไปทดลองใช้แล้วได้ผลดี แถมยังเรียกกันอย่างแพร่หลายตามนามสกุลหลุยส์ว่า ‘เบรลล์’
ทางโรงเรียนของหลุยส์ได้ข่าวเข้าเลยชักจะแหยงๆ กลัวชาวโลกไปหัวเราะเยาะว่า… ของดีๆ อย่างนี้โรงเรียนต้นคิดเองไม่รู้จักใช้ ในที่สุดเลยยอมแพ้ อนุญาตให้ใช้ได้
หลุยส์ เบรลล์ ไม่ได้หยุดความช่างประดิษฐ์ไว้แค่ตัวอักษรและเลขเท่านั้น แต่ยังทำโน้ตดนตรีออกมาเป็นเบรลล์ด้วย
โน้ตดนตรีของหลุยส์ทำให้นักดนตรีตาพิการสามารถอ่านและเขียนโน้ตได้ แต่งเพลงได้ ไม่แพ้วิธีของคนตาดีเลย เขาค่อยๆ ปรับปรุงผลงานไปเรื่อยๆ จนเสร็จสมบูรณ์เมื่อเขาอายุได้ 20 ปี
กระทรวงศึกษาพิการของฝรั่งเศส มายอมรับอักษรเบรลล์เป็นทางการในปี ค.ศ. 1853 หนึ่งปีหลังจากที่หลุยส์ เบรลล์ผู้ค้นคิดเสียชีวิตไปแล้วด้วยวัณโรค
ชีวิตของหลุยส์ เบรลล์เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า คนพิการอาจทำประโยชน์ให้แก่คนอื่นในโลกได้ดีเท่าหรือดียิ่งกว่าคนปกติ
และยังเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่า บางชาติจะเริ่มเห็นคุณค่าคนในชาติของตน ต่อเมื่อคนชาติอื่นเขาประจักษ์และยอมรับไปก่อนแล้วเท่านั้น