มารี คูรี (มาดาม คูรี)
Marie Curie
(Madame Curie)
ค.ศ. 1867-1934
พ.ศ. 2410-2477
นักเคมีหญิงผู้มีชื่อเสียงที่สุดในโลก
กว่าร้อยปีมาแล้ว เมื่อโปแลนด์ซึ่งเป็นบ้านเกิดยังกีดกันการศึกษาของผู้หญิง เธอเดินทางไปศึกษาวิชาเคมีที่ฝรั่งเศส และประสบความสำเร็จในด้านวิชาการอย่างสูง แม้จะยังถูกนักวิทยาศาสตร์ชายจำนวนมากพยายามขัดขวาง
มารี โซโลมี สโกลดาวสกา (Maria Solomee Sklodowska) หรือที่รู้จักกันในนาม ‘มาดามคูรี’ ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ พร้อมกับสามีคือ Pierre Curie และ เพื่อนคือ Henri Becquerel ในปี พ.ศ. 2446 ทั้งตัวเธอและสามีไม่ยอมรับผลประโยชน์ใดๆ จากผลงานการค้นพบครั้งนั้น
อีกสองปีต่อมา มาดามคูรีได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีอีกครั้ง จากการค้นพบธาตุกัมมันตรังสีเรเดียม และโพโลเนียม
จากการยอมใช้ตัวเองเป็นหนูทดลอง มาดามคูรีจึงเป็นโรคมะเร็งในเม็ดเลือด และตาบอดสนิททั้งสองข้างก่อนจะเสียชีวิต
นอกจากจะฝากผลงานอันทรงคุณไว้แก่มนุษยชาติ มาดามคูรียังมีมรดกสำคัญ คือไอรีนบุตรสาวซึ่งมีผลงานยิ่งใหญ่จนได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์เป็นคนที่สามของตระกูล และอีฟบุตรสาวอีกคนหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงทั้งด้านดนตรีและงานประพันธ์ หนังสือชีวประวัติชื่อ ‘Madame Curie’ ที่เธอเขียน ทำให้โลกได้รู้ถึงการทำงานและชีวิตของสตรีผู้เป็นยอดนักเคมีอย่างลึกซึ้ง
วันเยาว์…
พ่อและแม่เรียกมารีซึ่งเป็นลูกคนสุดท้องว่า Manya
ทั้งพ่อและแม่เป็นครูสอนวิทยาศาสตร์อยู่ในกรุงวอร์ซอ เมืองหลวงของโปแลนด์ แม่มีบ้านประจำตำแหน่งอยู่ในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่แม่เป็นอาจารย์ใหญ่
‘มันยา’ ถือกำเนิดขึ้นในโรงเรียนแห่งนี้เอง
ครูบาอาจารย์ในสมัยโบราณมักเข้มงวดกับเด็กนักเรียน พ่อและแม่ของมันยาก็เป็นเช่นนั้น แต่ลูกทุกคนก็รู้สึกได้ว่าพ่อแม่รักและเมตตาลูกๆ เป็นที่สุด
แววอัจฉริยะของมันยาเจิดจ้ามาตั้งแต่เริ่มต้น เธอเรียนรู้ได้เร็ว และทำทุกอย่างได้เหนือกว่าเด็กวัยเดียวกัน เมื่ออายุเพียงห้าขวบมันยาก็อ่านหนังสือยากๆ ได้คล่องแคล่ว จำข้อความที่อ่านได้เกือบหมด นอกจากนี้เธอยังช่างสังเกตสิ่งรอบตัวและจำได้อย่างละเอียดลออไม่ตกหล่น
สิ่งหนึ่งที่มันยาสังเกตเห็น คือแม่ไม่เคยกอดจูบลูกเหมือนกับแม่คนอื่นๆ แต่ที่มันยาไม่รู้เลยจนเริ่มโตอีกหน่อย คือแม่เป็นวัณโรค โรคติดต่อที่ร้ายแรงและไม่มียาใดๆ ในยุคนั้นที่สามารถรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ แม่จึงพยายามหลีกเลี่ยงการสัมผัสลูกๆ
เสียงไอแห้งๆ ของแม่ฝังอยู่ในความจำของมันยาไปตราบวันตาย เมื่อเล็กๆ เธอเคยนึกอยากให้มียาวิเศษที่จะทำให้แม่หายไอได้
แม่ผ่ายผอมและเริ่มอ่อนแอลงทุกวัน เวลาไอ แม่จะรีบใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากอย่างมิดชิด แต่หลายครั้งมันยาแอบเห็นว่ามีเลือดซึมออกจากด้านนอกของผ้า
เมื่อมันยาอายุได้แปดขวบ พี่สาวคนหนึ่งป่วยและเสียชีวิตไป เพียงสองปีหลังจากนั้น แม่ก็จากเธอไปอีกคนหนึ่ง
ทั้งบ้านเงียบเหงาและโศกเศร้าหลังจากการตายของแม่ มันยารู้สึกเหมือนเด็กหลงทาง เดียวดาย และอ้างว้าง เธอไม่ตีโพยตีพาย ไม่เรียกร้องความสนใจ แต่ฝังตัวเองลงในโลกหนังสือยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา ตะลุยอ่านทุกอย่างเท่าที่จะหาได้ แม้กระทั่งหนังสือวิทยาศาสตร์ของพ่อก็ไม่เว้น
การเรียนเป็นเรื่องง่ายมากสำหรับมันยา เธอเป็นนักเรียนชั้นหัวกะทิ เพื่อนร่วมชั้นที่คิดจะ ‘โค่น’ มันยานั้น… ลืมได้เลย
ในวัยเพียง 16 ปี มันยาก็เรียนจบชั้นมัธยมปลาย โดยเป็นที่หนึ่งของชั้นและได้รับรางวัลเหรียญทอง ซึ่งในทวีปยุโรปสมัยนั้นนิยมให้เป็นเกียรตินักเรียนผู้มีความสามารถพิเศษ
พ่อเห็นมันยาหมกมุ่นแต่เรื่องเรียนมานานปี จึงส่งไปพักผ่อนที่บ้านญาติในต่างจังหวัด
มันยาได้พายเรือ ขี่ม้า เที่ยวปิกนิคและเล่นตามทุ่งนาป่าละเมาะอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน
คงไม่ผิดหากจะพูดว่า หลังจากแม่ตาย มันยาเพิ่งได้สัมผัสความเป็นเด็กอีกครั้งเมื่ออายุ 16 ปี
แต่ไม่นานเธอก็ต้องกลับบ้านที่กรุงวอร์ซอ
ทั้งมันยาและบรอนยาพี่สาวอยากเรียนต่อ แต่มหาวิทยาลัยในกรุงวอร์ซอในสมัยนั้นไม่รับนักเรียนสตรี มีทางเดียวคือต้องไปเรียนที่ปารีส ซึ่งทำได้ยาก เพราะพ่อไม่มีทุนพอจะส่งให้ลูกไปเรียนที่ปารีส
มันยาตัดสินใจให้บรอนยาไปเรียนก่อน ส่วนตัวเธอหางานทำ เป็นทั้งพี่เลี้ยงเด็กและครูไปในตัว เป็นงานที่หนัก แต่เงินดีพอจะส่งให้บรอนยาเรียนได้สบาย
ในระหว่างนี้มันยาไม่เคยหยุดหาความรู้เรื่องเคมีที่เธอรัก แม้ไม่ได้เรียนในมหาวิทยาลัย แต่เธอก็พยายามเรียนเองจากหนังสือเป็นเวลาเกือบแปดปี
กว่าบรอนยาจะเรียนสำเร็จ มันยาก็อายุ 24 ปี นอกจากจะแก่เกินกว่าที่ควรจะเป็นนักศึกษา สำหรับคนในยุคนั้น ดูเหมือนมันยาจะกลายเป็นสาวแก่ขึ้นคานไปแล้วด้วยซ้ำ
แต่ในหัวใจ มันยายังเป็นเด็กสาว 16 ที่ใฝ่ฝันจะเข้ามหาวิทยาลัยอยู่ ความปรารถนาที่จะเรียนไม่ได้มอดดับไปเพราะวัยที่เพิ่มขึ้น
มันยาไม่เคยรู้สึกตัวว่าแก่เกินเรียน
เธอบอกลาพ่อที่รัก แล้วเตรียมอาหารและหิ้วเก้าอี้พับ ขึ้นรถไฟชั้นสาม (ซึ่งไม่มีแม้กระทั่งที่นั่งให้ผู้โดยสารซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนยากจน) มุ่งตรงไปฝรั่งเศส
ที่ปารีส มันยาซึ่งอ่อนภาษาฝรั่งเศสต้องรีบเร่งเรียนภาษา ก่อนจะเข้าเรียนจริงๆ แต่ภายในสองปี เธอก็ได้ดีกรีและทำคะแนนฟิสิกส์ได้สูงสุด และตามมาด้วยเกียรตินิยมทางคณิตศาสตร์
มารี โซโลมี สโกลดาวสกา จะกลายเป็นมาดามคูรี และเดินทางไปสู่ความเป็นยอดนักวิทยาศาสตร์ด้านเคมี ตามที่มันยาหนูน้อยกำพร้าแม่ได้เคยฝันไว้ในวันเยาว์
เมื่อได้รับรางวัลโนเบลครั้งแรก มาดามคูรีหลุดปากกับคนใกล้ชิดว่า
“หากแม่รู้…คงดีใจ”