มาร์ค ทเวน

Mark Twain

(Samuel Langhorne Clemens)

ค.ศ. 1835–1910
พ.ศ. 2378–2453

นักประพันธ์ชาวอเมริกันซึ่งมีชื่อเสียงก้องโลก ทั้งในฐานะนักเขียนและนักพูด

หนังสือยิ่งใหญ่อย่าง ‘ทอม ซอว์เยอร์’ (The Adventures of Tom Sawyer) และ ‘ฮัคเคิลเบอร์รี่ ฟินน์’ (The Adventures of Huckleberry Finn) ได้เค้าโครงมาจากชีวิตวัยเด็กในแถบแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ของเขาเอง

‘มาร์ค ทเวน’ ซึ่งเป็นนามปากกาของเขา เป็นสำนวนคนเดินเรือในลุ่มน้ำมิสซิสซิปปี้ หมายถึง “ระดับน้ำปลอดภัย—ลึก 12 ฟุต”

หนังสือทุกเล่มของมาร์ค ทเวนเต็มไปด้วยอารมณ์ขันและการเสียดสี เขาเหน็บแนมอย่างไม่เลือกชั้นวรรณะ ตั้งแต่สวรรค์เรื่อยไปถึงนรก ราชาถึงยาจก นักบุญถึงคนบาป

ภาษาของนักเขียนหัวฟู-หนวดเฟิ้มผู้นี้เป็นอกาลิโก ไม่มีวันเก่าหรือเชย คนสมัยใหม่อ่านแล้วอารมณ์ขันยังปะทุราวข้าวโพดคั่ว อย่างที่คนรุ่นคุณทวดคุณเทียดเคยเป็นมา

วันเยาว์…

เขาเป็น ‘เด็กเจ็ดเดือน’

เพราะเหตุที่เกิดก่อนกำหนด เจ้าหนู ‘แซม’ อ่อนแอ จะตายมิตายแหล่ตั้งแต่ลืมตาขึ้นดูโลก

แม่บอกว่าความลำบากในการเลี้ยงลูกสี่คนแรกรวมกันแล้ว ยังไม่เท่าที่ต้องเลี้ยงแซมคนเดียว

แซมเป็นเด็กหย็องกรอด สามวันดีสี่วันไข้อยู่แค่ช่วงปีสองปีแรก แล้วก็กลับกลายเป็นเด็กแข็งแรง และซนได้มหัศจรรย์จนแม่ระอา บ่นไปหัวเราะไปว่าที่เคยกลัวว่าแซมจะตายนั้นผิดมาก ควรจะกลัวว่าแซมจะรอดมากกว่า

อารมณ์ขันของแซมได้มาจากแม่อย่างแน่นอน แม่ของเขาเป็นคนหัวไว ปากไว ช่างกระเซ้าเย้าแหย่ และรักเสียงดนตรี ในขณะที่พ่อเป็นคนดุ เคร่งเครียด ปราศจากอารมณ์ขัน เนื่องมาจากชีวิตวัยเด็กที่ทุกข์ยาก

แซมเป็นลูกคนที่ห้าของพ่อแม่ แถมยังมีน้องตามมาอีก พ่อซึ่งเป็นทนายหาสตางค์ได้ไม่ค่อยพอเลี้ยงครอบครัว เพราะเมืองเล็กๆ ในรัฐมิสซูรีที่พวกเขาอาศัยอยู่ ไม่ค่อยจะมีคดีให้ว่าความ พ่อจึงต้องทำฟาร์มและเลี้ยงสัตว์เป็นอาชีพเสริม ลูกๆ ทุกคนต้องช่วยพ่อทำงานตั้งแต่ตัวเล็กๆ ตามประสาลูกชาวไร่ชาวนาทั่วไป

แต่เจ้าหนูแซมผมแดงก็ยังมีเวลาซุกซนอยู่มาก เป็นความซนที่ไม่ค่อยจะมีขีดจำกัด เพราะวิ่งเล่นไปได้ทั่วทั้งท้องทุ่งและคุ้งน้ำ

ในความซนนั้นแซมบันทึกภาพบ้านเกิดไว้ในหัวอย่างละเอียด ทั้งภาพผู้คนที่พบเห็น ภาพทุ่งหญ้า ต้นไม้ และสายน้ำมิสซิสซิปปี้ รวมทั้งเรือที่ขึ้นล่องในแม่น้ำด้วย ตั้งแต่เล็กแซมใฝ่ฝันอยากจะเป็นกัปตันเรือกลไฟที่พาคนท่องไปในแม่น้ำสายนี้

อย่างเดียวที่เจ้าหนูแซมไม่ชอบเลยคือโรงเรียน

โรงเรียนในเมืองเล็กๆ ของสหรัฐฯ เมื่อครั้งก่อนโน้น มักจะเป็นโรงเรียน ‘ห้องเดียว’ เด็กทั้งโตและเล็กต้องเรียนรวมกันในห้องนี้ ครูจึงต้องดุเป็นพิเศษเพื่อให้เด็กทั้งหมดอยู่ในระเบียบ

เด็กจอมซนอย่างแซมนั้นครูไม่โปรด แซมเองก็ไม่ปลื้มครูเหมือนกัน เมื่อเขากลายเป็นนักประพันธ์ใหญ่ แซมเคยเขียนไว้ว่า อะไรๆ ที่สำคัญในชีวิตเขา… ไม่ได้เรียนจากโรงเรียนเลยสักอย่าง

ไม่น่าเชื่อ แต่แซมเบื่อโรงเรียนจนเคยแกล้งทำตาย เพื่อที่จะไม่ต้องไปโรงเรียน แต่พ่อและแม่รู้ทัน จึงใช้ไม้เรียวสะกิดให้ ‘ศพ’ ลุกขึ้นวิ่งไปโรงเรียนได้

บรรดาญาติๆ แหยงความซนของเด็กชายแซมไม่น้อย เพราะเผลอๆ แซมก็จะเอาสัตว์แปลกๆ ไปใส่ตะกร้าเย็บผ้าหรือกระเป๋าของคุณป้าคุณน้าให้วี้ดว้ายเล่น ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ความซนของทอม ซอว์เยอร์ที่คนอ่านหัวเราะในหนังสือ คือความซนร้ายกาจของแซมในวัยเด็กนี่เอง

แม้จะเป็นเด็กแก่นที่เกลียดโรงเรียน แต่เด็กชายแซมรักห้องสมุดเป็นที่สุด เขาลุยอ่านทุกอย่างในห้องสมุดเล็กๆ ของหมู่บ้าน และจะมีหนังสือติดมือเสมอไม่ว่าจะไปไหน นิทานและเรื่องผีคือสิ่งที่แซมโปรดเป็นพิเศษ

พวกทาสผิวดำในหมู่บ้านก็เล่านิทานเก่ง แซมจะตั้งอกตั้งใจฟังเวลาพวกนิโกรเล่านิทาน หัวเขาบันทึกไม่เฉพาะเรื่องราวที่ได้ยิน แต่ยังบันทึกน้ำเสียง วิธีพูด และกิริยาท่าทางของผู้คนไว้อีกด้วย

แซมได้เห็น และเกลียดวิธีที่คนขาวทารุณทาส วันหนึ่งมาร์ค ทเวนจะนำสิ่งที่เด็กชายแซมพบเห็นไปเขียนให้คนทั้งโลกได้อ่าน และความหลังอันสะเทือนใจนี้ จะทำให้มาร์ค ทเวนบริจาคเงินส่งเสียให้นักเรียนผิวดำมากมายมีโอกาสเรียนในมหาวิทยาลัยดีๆ

พ่อจากไปเพราะปอดบวมเมื่อแซมอายุเพียง 11 ปี เขาต้องออกจากโรงเรียนไปทำงาน โดยเริ่มจากการช่วยพี่ชายที่โรงพิมพ์ก่อน

แซมเรียกโรงพิมพ์ว่าเป็น “มหาวิทยาลัยของเด็กขัดสน” เพราะเขาเรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่าง รวมทั้งการเขียน จากโรงพิมพ์ต่างๆ ที่เขาได้ไปทำงานนี่เอง

แต่ก่อนที่จะเริ่มเขียนหนังสืออย่างจริงจัง แซมใช้ช่วงต้นของวัยหนุ่มไปเป็นกัปตันเรือกลไฟท่องแม่น้ำมิสซิสซิปปี้อย่างที่ฝันเอาไว้

เมื่อ ‘ซน’ เสร็จแล้ว แซมผู้ตั้งนามปากกว่าตัวเองว่า ‘มาร์ค ทเวน’ จึงเริ่มต้นชีวิตนักประพันธ์ และเขียนยาวนานไปจนถึงทศวรรษที่ 70 ของชีวิต

ผู้เชี่ยวชาญวรรณคดีอเมริกันยืนยันว่า ความยิ่งใหญ่ของนักเขียนชื่อมาร์ค ทเวน คือผลพวงที่ได้มาจาก ‘ความซนตีนเปล่า’ ของเด็กชายแซมูเอล แลงฮอร์น เคลเมนส์