‘ชอคโกแลต’ มิลตัน เฮอร์ชี่

Milton (Snavely) Hershey

ค.ศ. 1857-1945
พ.ศ. 2400-2488

ราชาแห่งช็อกโกแลต

เขาเป็นอเมริกันเชื้อสายสวิสที่ยากจนและไร้การศึกษา แต่สามารถก้าวไปสู่ความเป็นราชาแห่งโลกช็อกโกแลตได้ หลังจากล้มลุกคลุกคลานกับธุรกิจทอฟฟี่และช็อกโกแลตครั้งแล้วครั้งเล่า

เฮอร์ชี่ไม่ใช่เป็นเพียงเจ้าของอุตสาหกรรมหวานมันที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น เขายังเป็นคนใจบุญ สละทรัพย์สินเพื่อผู้ยากไร้ รวมทั้งสร้างเมืองให้เป็นที่อยู่ของคนงานและลูกหลาน เพื่อให้คนเหล่านั้นได้รับความสะดวกสบาย มีความสุขในชีวิตประจำวัน และมีโอกาสในชีวิตมากขึ้น

แม้ว่ามิลตัน เฮอร์ชี่ จะจากไปกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว ทุกวันนี้ช็อกโกแลตสารพัดรูปแบบภายใต้ชื่อ Hershey’s ยังมีขายทั่วทุกมุมโลก

วันเยาว์…

หนูน้อยมิลตี้เกือบไม่เคยได้กินขนมหวานเลย

ในฟาร์มของพ่อแม่ ทุกคนล้วนมีงานสารพัดต้องทำ เพราะเป็นยุคก่อนเครื่องทุนแรง ไม่มีใครจะมานั่งประดิดประดอยทำขนมหวานได้บ่อยๆ นอกจากจะมีเทศกาลพิเศษ

มิลตี้คอยวันอาทิตย์ วันที่พ่อและแม่นำของจากฟาร์มขึ้นเกวียนไปขายที่ ‘ซันเดย์ มาร์เก็ต’ ในเมือง เมื่อช่วยพ่อแม่ขายของเสร็จจนใกล้เวลากลับบ้านแล้ว พ่อจะให้สตางค์มิลตี้ไปซื้อลูกกวาดและทอฟฟี่กิน

เป็นความสุขอย่างเหลือเชื่อสำหรับหัวใจเล็กๆ ของเด็กชายมิลตี้

‘ลูกกวาด’ หรือ hard-boiled candy นั้นคือน้ำผลไม้ที่กวนกับน้ำตาลแล้วเคี่ยวจนเหนียว เมื่อเย็นแล้วจะแข็งตัว ขนมชนิดนี้มีหลากสีหลายรส ขนาดที่คนในประเทศสยามซึ่งอยู่ห่างไปอีกครึ่งโลก เปรียบเทียบสิ่งใดๆ ที่มีหลากสีว่า “ดูราวกับลูกกวาด”

ส่วน ‘ทอฟฟี่’ หรือ toffee (บางทีเรียก taffy) นั้นต้องใช้น้ำตาลที่ทำจากน้ำอ้อยหรือน้ำตาลทรายแดง เพื่อให้เนื้อนุ่ม เหนียว เคี้ยวหนึบๆ หากไม่เติมรสอื่น มีแค่น้ำตาลกับนม เรียกว่าคาราเมล หรือ caramel (คนสยามเรียกว่า ‘กะละแม’)

แต่ไม่ว่าจะเป็นชนิดแข็งหรือนุ่มเหนียว มิลตี้ชอบทั้งนั้น เขาจะกินอย่างถนอม บางทีอมๆ ไปหน่อยหนึ่งแล้วก็คายกลับลงไปในกระดาษห่อ เพื่อเก็บไว้กินอีก หากเป็นทอฟฟี่ก็ง่ายหน่อย เพราะกัดแบ่งได้ ส่วนที่เหลือก็จะเก็บไว้

เมื่อตอนสงครามกลางเมือง ครั้งหนึ่งทหารฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้มารบกันอยู่ใกล้บ้าน พวกผู้ใหญ่เอาเงินและของมีค่าไปฝังดิน มิลตี้ก็อุตส่าห์เอาขนมที่เขาเก็บไว้ใส่กล่องเล็กๆ ไปฝังดินเหมือนกัน ก็มันเป็นของมีค่าสำหรับเขานี่นา

ในสมัยของมิลตี้ ขนมพวกนี้ถูกเรียกรวมๆ ว่า penny candy เพราะเม็ดละหนึ่งสตางค์ (เพนนี) เท่านั้น แต่ถึงกระนั้นพ่อก็ให้สตางค์พอซื้อเพนนีแคนดี้แค่ครั้งละไม่กี่เม็ด เพราะครอบครัวเฮอร์ชี่ชักหน้าไม่ค่อยจะถึงหลัง

สาเหตุใหญ่ของความยากจน เป็นเพราะพ่อของมิลตี้นั้นเจ้าความคิด มีโครงการโน่น มีแผนนี่ แต่เมื่อทำแล้วก็มักล้มเหลวเป็นประจำ

แม้จะเป็นเด็ก แต่มิลตี้ก็รู้สึกผิดหวังในตัวพ่อ เขาไม่รู้เลยว่าอีกหลายปีต่อมา เมื่อเขาเริ่มต้นชีวิตทำงาน เขาก็จะล้มลุกคลุกคลานไม่ต่างจากที่พ่อเคยเป็น และก็จะลุกขึ้นสู้ต่อใหม่เหมือนที่พ่อเคยทำ

คนที่เข้มแข็งไม่เคยอ่อนแอเลยคือแม่ แม่ของมิลตี้อดทนสมกับเป็นคนภูเขาจากสวิส ความล้มเหลวไม่ว่าจะเป็นของสามีหรือของลูกชายคนเดียว ไม่เคยทำให้แม่เสียศูนย์

ทั้งแม่และพ่อของมิลตี้เป็นพวก Mennonite หรือกลุ่มชาวคริสต์ศาสนาที่ตั้งมั่นอยู่ในความเรียบง่าย รักสันติ อดทนต่องานหนัก นอกจากนี้พวกเมนโนไนท์ยังมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่เพื่อนมนุษย์ แม่เป็นคนที่ถ่ายทอดลักษณะเหล่านี้ให้มิลตี้มากกว่าพ่อ

แม้มิลตี้จะเป็นเด็กดี ขยันขันแข็งในการช่วยงานฟาร์ม แต่เขาสนใจการเรียนน้อยมาก จนในที่สุดเขาก็ขอออกมาทำงานเมื่ออายุได้เพียง 13 ปี

พ่อถึงกับเต้น ตัวพ่อนั้นไม่มีการศึกษา แต่รักการอ่านและพยายามศึกษาทุกอย่างด้วยตัวเอง พ่อฝันที่จะให้ลูกได้เรียนสูงๆ แต่ลูกกลับ ‘ใฝ่ต่ำ’ พ่อจึงบังคับให้มิลตี้เรียนต่อ แต่แม่กลับเข้าข้างมิลตี้ แม่ไม่เห็นว่าการทำงานเป็นเรื่องต่ำต้อย และหากบังคับให้ลูกเรียนโดยที่ไม่อยากเรียน ก็จะไม่ได้อะไรดีขึ้นมา แม่ว่าออกมาฝึกอาชีพที่จะเลี้ยงตัวในวันข้างหน้าให้เก่งๆ จะดีกว่า

พ่อจึงยอมแพ้ พามิลตี้ไปฝากงานเรียงพิมพ์ คนสมัยนั้นต้องฝึกงานกับของจริง เพราะไม่มีโรงเรียนวิชาชีพให้ฝึกหัด แต่ทำได้ไม่นานก็ต้องออก เพราะมิลตี้ไม่ชอบงานและไม่ชอบนายซึ่งขี้โมโห

แม่กับป้าซึ่งเป็นสาวแก่ เชียร์ให้มิลตี้ไปฝึกงานร้านทำไอศกรีม เพราะเมื่อทำเป็นแล้ว จะได้เปิดร้านขายเองบ้าง

ที่ร้านนี้ มิลตี้ได้เรียนวิธีทำไอศกรีม วิธีทำขนมเค็ก แถมยังมีวิธีทำลูกกวาดและทอฟฟี่อีกด้วย มิลตี้มีความสุขตั้งแต่วันแรก เขาบอกกับตัวเองว่า

“ใช่เลย ใช่เลย”

นี่แหละสิ่งที่เขารัก

มิลตี้ฝึกงานด้วยความขยันขันแข็ง เต็มอกเต็มใจทุกอย่าง เจ้านายจึงเมตตาและสอนอะไรๆ ให้โดยไม่มีปิดบัง เพราะการทำขนมทุกชนิดมีเคล็ดลับตรงโน้นนิดตรงนี้หน่อยที่ทำให้ความอร่อยต่างกันไป

ขนมชนิดนี้ควรใช้ไฟแรงและเร็ว ชนิดนั้นควรเป็นไฟรุมๆ และใช้เวลานาน ชนิดโน้นควรใช้นมสดๆ ไม่ใช่นมแช่เย็นหรือนมผง บางชนิดต้องเป็นน้ำตาลเมเปิ้ล บางอย่างควรเป็นน้ำตาลอ้อย ลูกกวาดแบบนี้ยกจากเตาแล้วต้องราดลงบนแผ่นหินอ่อนทันที ส่วนแป้งทอฟฟี่เมื่อเสร็จแล้วต้องปั้นเป็นก้อนยาว เอาไปม้วนกับเสา แล้วดึงให้ยืดหลายๆ ครั้ง กว่าจะได้ความเหนียวนุ่มกำลังดี ฯลฯ

มิลตี้สนุกสนานกับการเรียนงาน-ฝึกงานเป็นเวลาถึงสี่ปี

เมื่อเขาอายุได้ 17 ปี ป้าเอาเงินที่เก็บออมมาช่วยเขาเปิดร้านเล็กๆ ทำเอง ขายเอง โดยมีป้าและแม่ช่วยเป็นกำลังสำคัญ เพราะยังไม่มีปัญญาจ้างคนอื่น

หนทางข้างหน้ายังยาวไกล กว่ามิลตัน เฮอร์ชี่จะได้เป็นมหาเศรษฐีเจ้าของโรงงานช็อกโกแลต และเจ้าของเมืองอุตสาหกรรมช็อกโกแลต หนุ่มน้อยมิลตี้ก็ยังจะมีสภาพเหมือนตุ๊กตาล้มลุก

ล้ม…ลุก
ล้ม…ลุก

ครั้งแล้วครั้งเล่า

บางครั้งถึงกับหมดตัว แต่มิลตี้ก็ประคองตัวลุกขึ้นมาสู้ใหม่อยู่ดี

มหาเศรษฐีมิลตัน เฮอร์ชี่เคยให้สัมภาษณ์ว่า ไอ้ที่ล้มน่ะ… เป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ แต่ไอ้ที่ลุกน่ะ… ต้องอาศัยพลังใจและพลังกายของเราเองเป็นสำคัญ

ด้วยความอดทน ด้วยประสบการณ์ที่ได้จากการทำงานกับ ‘ของจริง’ ปีแล้วปีเล่า มิลตัน เฮอร์ชี่ผู้มีความรู้แค่ประถมหก ก็ประสบผลสำเร็จในชีวิต และใช้ผลพวงจากความสำเร็จนั้นช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกผู้ด้อยโอกาสอีกมากมาย

ความสำเร็จของคนจบประถมหกอย่างมิลตัน เฮอร์ชี่ ช่วยให้เยาวชนอีกมากมายได้ร่ำเรียนจนจบขั้นปริญญา

ใครมียานย้อนเวลา ช่วยกลับไปบอกเด็กชายมิลตี้ ที่เก็บออมเงินทีละหนึ่งเพนนี เพื่อไปซื้อเพนนีแคนดี้ ว่าวันหนึ่งเขาจะเป็นเจ้าของโรงงานที่ผลิตขนมสุดอร่อยวันละหลายล้านชิ้น เพื่อเด็กและผู้ใหญ่รอบโลก

แล้วกลับมาบอกด้วยนะ ว่ามิลตี้น้อยรู้สึกยังไง…