แนท ‘คิง’ โคล

Nat ‘King’ Cole

(ชื่อจริง Nathaniel Adams Coles)

ค.ศ. 1919-1965
พ.ศ. 2462-2508

อเมริกันผิวหมึก เจ้าของเสียงบาริโทนนุ่มลึกที่ไม่เหมือนใคร เขาเป็นขวัญใจนักฟังทั่วโลกในศตวรรษที่ 20

วงการดนตรีแจ๊สยอมรับตราบจนทุกวันนี้ว่า ความสามารถในทางเปียโนแจ๊สที่เลิศล้ำของแนทไม่เป็นรองใคร แต่กลับเป็นรองเสียงร้องเพลงของเขาเอง เพราะแฟนๆ เรียกให้เขาร้องเพลงมากกว่าจะให้โชว์การเล่นเปียโน

เขาเป็นแอฟริกัน-อเมริกันคนแรกที่เป็นเจ้าของรายการทางโทรทัศน์เรตติ้งสูงสุด แต่กลับไม่ค่อยมีสปอนเซอร์ เพราะห้างร้านในยุคนั้นกลัวโดนแอนตี้จากลูกค้าผิวขาว

แนท ‘คิง’ โคล ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในอเมริกันดำที่บุกเบิกทางให้ลูกหลานผิวสีได้มีโอกาสขึ้นมาทัดเทียมคนผิวขาวในสหรัฐอเมริกา

เพลงยอดนิยมจากเสียงของเขาที่ยังอยู่ในใจแฟนเพลงตราบทุกวันนี้คือ Mona Lisa, Stardust, Too Young, Pretend, When I Fall in Love และ Unforgettable ซึ่งดุจจะย้ำว่าแนท คิง โคล นั้นจะอยู่ในหัวใจผู้ฟังไม่มีลืมเลือน

วันเยาว์…

หนูน้อย นาเธนเนียล โคลส์ วัยสี่ขวบ โดนแม่จูงมือขึ้นรถไฟ โดยมีพี่สาวพี่ชายเดินตามหลัง พร้อมกระเป๋าเสื้อผ้า ตะกร้าอาหาร ส่วนพ่อรั้งท้ายเพราะต้องขนกระเป๋าใบใหญ่สุด

ครอบครัวโคลส์กำลังจะย้ายจากบ้านเกิดในรัฐแอละบามา ทางใต้ของสหรัฐฯ ไปยังเมืองชิคาโก ย้ายเพราะมีโบสถ์เล็กๆ ในชิคาโกติดต่อมาให้พ่อไปรับหน้าที่นักเทศน์ แต่ในขณะเดียวกันก็ย้ายเพราะต้องการหนีความยากจนไปสู่ดินแดนที่พ่อเห็นว่ารุ่งเรืองเจริญกว่าแถบบ้านเดิม

แต่แม่ดีใจมากที่การย้ายครั้งนี้จะทำให้ลูกๆ มีโอกาสได้เข้าโรงเรียนดีๆ ต่างไปจากโรงเรียนโกโรโกโสของคนผิวดำในแอละบามา ซึ่งเป็นรัฐที่มีการเหยียดผิวรุนแรง เหมือนกับรัฐทางใต้อีกหลายแห่ง ซึ่งเป็นรัฐ ‘ม้าลาย’ แบ่งเส้นขาว-ดำอย่างชัดเจนไปในทุกเรื่อง

ตู้รถไฟที่ครอบครัวโคลส์ขึ้น ก็เป็นตู้เฉพาะสำหรับคนดำ เพราะแอละบามาไม่อนุญาตให้ขึ้นตู้เดียวกับคนผิวขาว รวมทั้งไม่ให้ไปซื้ออาหารในตู้เสบียงด้วย แม่จึงต้องทำอาหารใส่ตะกร้ามาเอง เพื่อให้พอเพียงสำหรับลูกห้าคน

ระยะนั้นแม่ยังไม่มีน้องอีก แนทเป็นเจ้าตัวเล็กของครอบครัว เขาอายุห่างจากพี่ๆ หลายปี จึงเป็นที่รักของทุกคน เอเวอลีนพี่สาวคนโตของแนทเลี้ยงเขาด้วยความเอาใจใส่ราวกับเป็นแม่คนที่สอง

เด็กๆ ทุกคนตื่นเต้นที่จะได้ไปชิคาโก ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ ความรู้สึกที่ได้เห็นชิคาโก ไม่ต่างไปจากความรู้สึก… บ้านนอกเข้ากรุง แม้แต่หนูน้อยวัยสี่ขวบอย่างแนทก็ยังตื่นเต้น เมื่อเห็นรถราและตึกรามบ้านช่องอันใหญ่โต

แต่บ้านใหม่ของพวกโคลส์ไม่ใช่บ้าน หากเป็นแฟลตขนาดย่อมที่พออยู่กันได้ทั้งครอบครัว และไม่ห่างจากโบสถ์มากนัก

ชาวบ้านในบริเวณนั้นเอ็นดูลูกชายตัวน้อยของนักเทศน์ใหม่กันมาก เพราะพ่อหนูแสดงฝีมือเปียโน Yes, We Have No Babanas Today ซึ่งเป็นเพลงฮิตของยุคนั้น เสียงปรบมือและเสียงหัวเราะทำให้หนูแนทชอบใจ ทั้งๆ ที่โดยปกติแล้วเจ้าตัวเป็นเด็กขี้อาย

หากพ่อผู้ซึ่งเจ้าระเบียบและเคร่งครัดรู้ว่า ‘โชว์’ ครั้งนี้ จะเป็นเหมือนการวางศิลาฤกษ์ให้เส้นทางสู่การเต้นกินรำกินของแนท พ่อคงโกรธไม่น้อย เพราะพ่อเห็นว่าเป็นอาชีพที่ทำให้คนไกลวัด ห่างจากความดี และเข้าไปในแวดวงของอบายมุข

แต่เจ้ากรรมแท้ๆ แฟลตที่ครอบครัวโคลส์อาศัยอยู่นั้น ใกล้กับแหล่งเริงรมย์สารพัดของชิคาโก เมืองซึ่งแท้จริงแล้วอยู่ใต้อิทธิพลของมาเฟียในสหรัฐฯ

แม่ซึ่งเป็นนักเปียโนฝีมือพอใช้ได้ พยายามสอนลูกทุกคนให้เล่นดนตรี พี่ๆ ทุกคนมีหัวทางดนตรีหมด ตัวแนทน้อยก็เรียนทุกอย่างจากแม่ เขาเล่นเปียโนเก่งจนครูให้เป็นนักเปียโนประจำชั้น คอยเล่นประกอบเวลามีการร้องเพลงหรือเล่นเกม

แนทอายุไม่กี่ขวบแม่ก็หมดมุกจะสอนแล้ว แม่ส่งเขาไปให้เรียนกับครูหญิงผิวดำอีกคนหนึ่งซึ่งเก่งมาก เด็กชาย Milt Hinton ลูกของครูหมั่นไส้แนทเป็นที่สุด เพราะแม่มักจะยกย่องความเรียบร้อยและความเก่งเปียโนของแนทให้เขาฟังเสมอ (ภายหลังมิลท์ ฮินตันกลายเป็นนักเปียโนแจ๊สชื่อดังเช่นกัน)

แนทได้เรียนเปียโนคลาสสิกก็จริง แต่หัวใจของหนูน้อยไปอยู่ที่เพลงป๊อป บลูส์ และแจ๊สอย่างช่วยไม่ได้ เพราะแค่เปิดหน้าต่างตอนดึกๆ ก็จะได้ยินเสียงเพลงสารพัดจากสถานเริงรมย์ใกล้ๆ ซึ่งเต็มไปด้วยนักดนตรีฝีมือชั้นครูที่หลั่งไหลเข้ามาหากินในชิคาโก รวมทั้งเจ้าพ่อแจ๊สอย่างหลุยส์ อาร์มสตรองด้วย

ฝีมือของแนทดีขึ้นทุกวัน เมื่อตอนสิบขวบแนทไปแข่งเปียโนวันขอบคุณพระเจ้า ได้ไก่งวงเป็นรางวัลมาฝากแม่ตัวหนึ่ง แม่ภูมิใจมาก เป็นเหตุให้แนทเริ่มคิดว่าจะเล่นดนตรีหากินมาซื้ออะไรๆ ให้แม่

แนทไปช่วยเล่นออร์แกนให้พ่อที่โบสถ์ในวันอาทิตย์ตั้งแต่อายุได้ 11 ขวบ แต่ไม่นานเขาก็เริ่มที่จะ ‘แหวกแนว’ เปลี่ยนจังหวะจะโคนของเพลงสวด จนพ่อโกรธ เกือบจะฟาดแนทด้วยเข็มขัดหนัง แม่ซึ่งมีความรักในดนตรีเกือบทุกชนิดต้องเป็นกรรมการ ให้แนทสัญญาว่าต้องไม่แหวกแนวเวลาเล่นเพลงในโบสถ์ ต้องเรียนเปียโนคลาสสิกตามที่แม่ขอร้อง เพื่อให้มีพื้นฐานทางดนตรีอย่างแน่น นอกจากนั้นแล้วจะเล่นแจ๊สสวิงสวายอะไรก็ตามใจ แนทซึ่งเป็นเด็กว่าง่ายอยู่แล้วก็ยอมตามโดยดี

แต่ช่วงนี้เอง ที่เอ็ดดี้พี่ชายของแนทเริ่มแอบออกไปรับงานดนตรี ไปอย่างเปิดเผยไม่ได้เพราะจะโดนพ่อฟาดด้วยเข็มขัดหนังอย่างแน่นอน เอ็ดดี้ปีนหน้าต่างออกไปตอนดึกและปีนกลับมาเมื่อคลับเลิก ทั้งหมดนี้แนทเห็นโดยตลอด แต่ก็ไม่เคยบอกใคร ก็แนทรักพี่ชายเหลือเกิน ทั้งรักและนับถือในความสามารถ อะไรที่พี่ทำก็ดูเหมือนจะดีไปหมดในความเห็นของเขา รวมทั้งเมื่อพี่แอบเอาเข็มขัดหนังอันเป็นเครื่องมือในการตีลูกของพ่อไปทิ้ง

ไม่นานแนทก็เริ่มเอาอย่างพี่ ตั้งแต่แอบออกไปฟังดนตรีตอนดึก จนกระทั่งไปเล่นแจมกับใครต่อใครเพื่อลับฝีมือ แน่นอนว่าการไปฟังดนตรีของแนท ไม่ใช่ฟังเฉยๆ แต่เป็นการฟังเพื่อจับสไตล์การเล่น และนำมาปรับปรุงวิธีเล่นของเขาเอง

ในครั้งนั้นดูจะเป็นยุคทองของนักดนตรีในชิคาโก แม้กระทั่งนักดนตรีอายุน้อยๆ รุ่นเดียวกับแนท ก็เติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ของวงการแจ๊สกันมากมาย หัวใจของแนทจึงไม่อยู่กับการเรียนในโรงเรียนแม้แต่น้อยเลย

อย่างเดียวในโรงเรียนที่แนทชอบจริงๆ คือวงดนตรี รวมทั้งวงโยธวาทิตด้วย แนทพยายามหัดเล่นเครื่องดนตรีอื่นๆ เพื่อจะได้เข้าเล่นในวงโยฯ แล้วก็ทำได้จริงๆ ดนตรีอยู่ในสายเลือดของเขา ไม่ว่าจะหยิบจับเครื่องดนตรีอะไรก็ดูจะง่ายดายไปหมด

นักเรียนที่เล่นดนตรีร่วมกับแนท นอกจากจะมีมิลท์ ฮินตันแล้ว ยังมี Lionel Hampton ซึ่งเก่งระนาดฝรั่งและกลอง แต่ต่อมาไลโอเนลก็กลายเป็นผู้มีฝีมือเลิศเลอในการเล่นระนาดไฟฟ้าหรือ vibes (vibraphone)

แม้จะเล่นได้หลายอย่าง แต่เครื่องดนตรีที่แนทรักมากที่สุดคือเปียโน แม่ไม่ต้องบังคับให้แนทซ้อมเปียโน เขาทำเองอย่างสม่ำเสมอด้วยใจรัก ยิ่งวันความสามารถในการเล่นของแนทก็เพิ่มพูนขึ้นทุกที

แม่ภาคภูมิใจที่แนทเก่งเปียโน แต่เรื่องการเรียน แม่กลับจนใจ เพราะแนทไม่เอาไหนเลยจริงๆ ผิดกับพี่เอ็ดดี้ซึ่งแม้จะแอบไปเล่นดนตรีแต่ก็ยังเรียนหนังสือ เมื่อแนทอายุได้ 15 แม่เห็นแนทร้อนวิชานัก จึงขอพ่อและอนุญาตให้แนทไปรับงานดนตรีได้บ้าง แต่แทนที่แนทจะพอใจ เขากลับอยากเลิกเรียนไปเล่นดนตรีอย่างเดียว

ยิ่งช่วงหลังๆ เมื่อพี่เอ็ดดี้ซึ่งแก่กว่าแนทหลายปี กลายเป็นนักดนตรีอาชีพ ได้เดินทางไปแสดงตามเมืองต่างๆ รวมทั้งไปแสดงในยุโรป ได้เรียนรู้ทางดนตรีจากของจริง ได้พบเห็นนักดนตรีต่างชาติต่างภาษา ได้เรียนรู้ศิลปะและวัฒนธรรมอันหลากหลาย รวมทั้งได้ภาษาต่างๆ ติดตัวมาด้วย แนทก็ได้แต่ฝันถึงวันที่จะได้ทำอย่างเอ็ดดี้

ในขณะที่แนทอยากเหมือนเอ็ดดี้ น้องชายอีกสองคนที่เด็กกว่าแนทหลายปีก็อยากตามอย่างแนท ดูเหมือนครอบครัวโคลส์จะเต็มไปด้วยนักดนตรี เกิดมาพร้อมกับโน้ตในหัวใจ พ่อโทษแม่ เพราะตระกูลพ่อนั้นเป็นนักเทศน์ติดต่อกันมาตลอด ไม่เคยมีใครเป็นนักดนตรีเลย แต่ตระกูลของแม่รักดนตรีและเล่นดนตรีได้เกือบทุกชนิด ลูกทุกคนดูจะตามแม่กันหมด

ถึงช่วงนี้แนทเบื่อโรงเรียนเต็มทีแล้ว เบื่อจนกระทั่งหายกลัวว่าพ่อจะตี เขาสารภาพซื่อๆ ว่าไม่อยากเรียนหนังสือ อยากจะไปเล่นดนตรีอย่างเดียว พ่อซึ่งผิดหวังว่าเอดดี้ไม่ยอมเป็นนักเทศน์ตามพ่อ และไม่เห็นท่าว่าลูกคนอื่นๆ จะตามรอยเท่าเช่นกัน คงหมดกำลังใจที่จะต่อต้าน จึงยอมให้แนทออกจากโรงเรียนไปเล่นดนตรีอย่างที่ใจปรารถนา

ในช่วงต้นแนทยังเล่นอยู่ในชิคาโก เขากลายเป็นเพื่อนกับนักดนตรีจำนวนไม่น้อยที่จะกลายเป็นคนสำคัญในวงการแจ๊สเช่นเดียวกันกับตัวเขา แม้อายุเพียง 15 แต่เมื่อได้ออกจากโรงเรียนมาทำสิ่งที่ตนรัก มิหนำซ้ำยังหาเงินเลี้ยงตัวเองและให้แม่ได้ แนตจึงมีความรู้สึกว่าหนุ่มเต็มที่ เขาถึงกับตัดตัวเอสออกจากท้ายนามสกุล เพื่อให้เป็นนามที่ใช้ในการแสดง ไม่ให้ระคายใจพ่อ

เป็นนักดนตรีในชิคาโกไปได้พักใหญ่ แนตผู้ซึ่งเพิ่ง 17 หมาดๆ ก็รู้สึกว่าปีกกล้าขาแข็ง พร้อมจะบินออกจากรัง เขาชวนพรรคพวกที่เล่นดนตรีด้วยกัน ก่อตั้งวงเล็กๆ แล้วออกเดินทางจากชิคาโกไปหากินในแคลิฟอร์เนีย โดยคิดเองตามประสาคนหนุ่มว่า คงจะได้ทั้งเงินทั้งชื่อเสียงในเวลาอันรวดเร็ว

แต่แนตลืมไปว่า แม้จะพอมีชื่อเสียงบ้างในชิคาโก เขาไม่เป็นที่รู้จักในส่วนอื่นของสหรัฐฯ เลย เมื่อไปถึงแคลิฟอร์เนียแนตพบความจริงที่เจ็บปวดว่า ไม่มีใครสนใจจ้างนักดนตรี ‘โน เนม’ อย่างเขา หากจะจ้างก็จ่ายค่าแรงอย่างเสียไม่ได้ ราวกับว่าที่ให้เล่นนี่ก็บุญแล้ว อะไรทำนองนั้น

ไม่ช้าแนตก็พบสภาพ ‘วงแตก’ พวกที่มาจากชิคาโกด้วยกันต่างคนต่างไป บางคนหยิบเงินของแนตติดตัวไปด้วย แนตเกือบหมดกำลังใจ อยากกลับบ้านเต็มแก่ อย่างน้อยก็ยังมีข้าวกินและมีที่ซุกหัวนอน แต่เขาไม่อยากได้ยินพ่อพูดว่า

“บอกแล้วมั้ยล่ะ…”

แนตจึงกัดฟันสู้ต่อไป ยอมเล่นเปียโนแลกค่าจ้างคืนละไม่กี่เหรียญ พอประทังไม่ให้อดตาย

จนกระทั่งมีเจ้าของไนท์คลับชั้นดีมาได้ยินฝีมือของเขา แนตจึงได้ย้ายฐานไปตั้งมั่นอยู่ในที่ซึ่งจะมีคนในวงการดนตรีมาฟังลวดลายของเขาบนคีย์เปียโน แล้วไป… บอกต่อ… กันเป็นทิวแถว

ที่นี่เอง มีคนขอให้แนตร้องเพลงทั้งๆ ที่เขาเกือบไม่เคยร้องมาก่อน เพราะโดยปกติจะเล่นแต่เปียโนเท่านั้น เมื่อเห็นว่าเสียงของเขาดีอย่างไม่น่าเชื่อ แถมยังเล่นเปียโนได้สะบัดสะบิ้งพริ้งพราว แฟนเพลงผู้นั้นจึงตั้งให้เขาเป็น ‘คิง’ โดยเลียนแบบบทกล่อมเด็กชื่อ Old King Cole

Nat ‘King’ Cole จึงถือกำเนิดขึ้นมา

‘King’ ราวกับจะบอกว่า นักเปียโนหนุ่มผิวหมึกจากชิคาโก จะกลายเป็นราชาอีกองค์หนึ่งของอาณาจักรดนตรีแจ๊สในศตวรรษที่ 20