ปาบโล ปิกัสโซ

Pablo Picasso

ค.ศ. 1881-1973
พ.ศ. 2424-2516

อัตรศิลปินชาวสเปนมีชื่อเสียงกึกก้องในศตวรรษที่ 20

เขาเขียนภาพได้ตั้งแต่วัยเยาว์ ในขณะเดียวกันก็มีความสามารถเป็นเลิศทางงานศิลปะแขนงอื่นๆ เช่น งานสลัก ภาพพิมพ์ รวมถึงงานด้านการออกแบบด้วย

นอกจากความเป็นเลิศในด้านศิลปะแล้ว เขายังเป็นคนเจ้าอารมณ์และเจ้าชู้ รุนแรงทั้งอารมณ์ร้ายและอารมณ์รัก มีผลให้งานของเขาเปี่ยมด้วยลักษณะเฉพาะตัวและล้ำสมัยเกินความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ แต่ยิ่งวันคนรุ่นใหม่ก็มีความเข้าใจในงานของเขามากขึ้นทุกที

ในจำนวนผลงานมากมายของปิกัสโซ ภาพชื่อ เกร์นิกา (Guernica) ซึ่งแสดงถึงความโหดร้ายของสงคราม เป็นภาพที่มีชื่อเสียงมากที่สุดชิ้นหนึ่ง

วันเยาว์…

เมื่อแรกเกิด ทารกน้อยที่จะเติบโตขึ้นเป็น ปาบโล ปิกัสโซ ไม่หายใจ

หมอตำแยซึ่งมาทำคลอดที่บ้าน พยายามทำทุกวิถีทางที่จะให้เขาร้องออกมา แต่ก็ไม่มีผล

ในขณะที่แม่เริ่มน้ำตาตกเพราะเสียดายลูกคนแรก และทุกคนในบ้านนิ่งงัน ลุงซึ่งกำลังสูบซิการ์อยู่ก็เดินไปพ่นควันใส่หน้าทารกนั้น…

แล้วเจ้าหนูก็ร้องจ้าออกมา ท่ามกลางความยินดีของทุกคน

จากนั้นปาบโลก็โตวันโตคืน แม้จะเป็นเด็กตัวเล็กแต่ก็แข็งแรงมาก ท่าทางเฉลียวฉลาด

ตาโตของปาบโลดูเหมือนจะมีพลังพิเศษ คนใกล้ชิดรู้สึกตรงกันหมดว่า เจ้าหนูมักจับจ้องมองสิ่งต่างๆ อย่างสนใจและมีสมาธิแน่วแน่ ราวกับจะพยายามจำทุกแง่ทุกมุมของสิ่งนั้นๆ ให้ได้

ตั้งแต่เกิด เจ้าหนูเห็นพ่อซึ่งเป็นจิตรกรวาดรูปมาตลอด ยังไม่ทันครบขวบปาบโลก็เอาอย่างพ่อ คว้าดินสอมาขีดเส้นหยุกขยิกลงบนกระดาษ ทำได้แล้วก็ชอบใจ จึงเห็นกระดาษดินสอเป็นของเล่นตั้งแต่นั้นมา

ปาบโลชอบขนมซึ่งมีรูปร่างเป็นเกลียว แต่ยังเรียกไม่เป็น เขาจึงใช้วิธีวาดรูปเอา แล้วแม่หรือพี่ป้าน้าอาจะพากันชื่นชม รีบเอาขนมมาให้ จิตรกรใหญ่ในอนาคตรายนี้จึงรู้ประโยชน์ของการเขียนรูป และใช้เป็นเครื่องมือ ‘หากิน’ มาตั้งแต่ก่อนพูดได้

เพราะอย่างนี้หนูน้อยปาบโลจึงถามหา “piz” (ภาษาสเปน lapiz แปลว่าดินสอ) ก่อนที่จะเรียกพ่อแม่เสียอีก

พ่อของปาบโลเป็นครูสอนวาดภาพซึ่งใฝ่ฝันจะเป็นจิตรกรขนาดใหญ่ แต่มีฝีมือเป็นได้แค่ขนาดย่อม เมื่อเห็นแววของลูกชาย เขาก็เริ่มถ่ายทอดวิชาให้ตั้งแต่ต้น สอนไปก็ชื่นชมในความเก่งของลูกไป พร้อมกันก็ถ่ายทอดความฝันจากตัวเองสู่ลูกชายด้วย เพราะแน่ใจว่าลูกจะต้องยิ่งใหญ่อย่างที่เขาเคยฝันไว้ให้ตัวเอง

แม่ยิ่งปลื้มลูกปาบโลขึ้นไปอีก เพราะเป็นลูกคนแรก แถมยังเป็นลูกชายคนเดียว ลูกคนอื่นๆ ที่ตามมาจึงไม่ค่อยอยู่ในสายตาแม่สักเท่าไหร่

แม่รู้สึกว่าเขามีอะไรพิเศษและจะต้องยิ่งใหญ่ต่อไปในอนาคต จนถึงกับพูดว่า

“หากปาบโลเป็นทหารก็ต้องเป็นถึงจอมพล หากเป็นพระ ก็ต้องได้เป็นสันตะปาปา” (สันตะปาปา หรือ The Pope คือพระสังฆราชของศาสนาคริสตนิกายคาทอลิก ซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติของสเปน คำว่า pope มีความหมายว่า papa หรือ ‘พ่อ’ นั่นเอง)

ป้าๆ น้าๆ รวมทั้งคนในบ้านก็หลงเจ้าหนูปาบโลไม่น้อยไปกว่าแม่เท่าไหร่ เป็นเหตุให้นักจิตวิทยามาวิเคราะห์ภายหลังว่า ทำไมปิกัสโซจึงพอใจที่จะมีสตรีรอบข้างหลายคนพร้อมๆ กัน มากกว่าที่จะมีคนเดียว

ปาบโลวาดรูปได้เป็นเรื่องเป็นราวตั้งแต่ยังไม่สี่ขวบ เมื่ออายุแค่หกขวบเขาก็เริ่มเซ็นชื่อและลงวันที่ไว้ในภาพวาด ราวกับจะรู้ล่วงหน้าว่าภาพพร้อมลายเซ็นของเขาจะมีค่ามหาศาลในอนาคต

สิ่งหนึ่งที่ปาบโลไม่ชอบอย่างมากคือไปโรงเรียน ทุกเช้าเมื่อพ่อไปส่ง เขาจะยึดพู่กันพ่อไว้อันหนึ่งเพื่อเป็นหลักประกันว่าพ่อจะกลับมารับตอนเย็น

วิชาที่เด็กชายปาบโลเกลียดมากคือคณิตศาสตร์ เขาไม่ได้มองเห็นเลขอย่างเด็กทั่วๆไป แต่เห็นเป็นภาพ หากเลข 7 นั้นเหมือนจมูกกลับหัว เลข 4 ก็เหมือนเก้าอี้ เขาตอบไม่ถูกเมื่อครูถามว่า 7 + 4 เป็นเท่าไหร่ เพราะไม่สามารถจะบวกจมูกกับเก้าอี้ได้

เพราะอย่างนี้ปาบโลจึงถูกทำโทษเป็นประจำ

แต่เขากลับชอบมากเวลาครูทำโทษให้ไปนั่งมุมห้องหรือนอกห้องคนเดียว เพราะได้เอากระดาษดินสอติดมือไปนั่งวาดรูปเงียบๆ สมใจอยาก ครูจะทำโทษนานแค่ไหนปาบโลก็มีความสุขมากขึ้นเท่านั้น

แม้เขาจะซังกะตายไปโรงเรียน แต่กลับกระตือรือร้นเวลาเรียนศิลปะกับพ่อที่บ้าน เมื่ออายุเพียงแปดขวบเขาก็เริ่มวาดสีน้ำมันโดยมีพ่อแม่และน้องๆ เป็นแบบ

อัจฉริยะของปาบโลเริ่มฉายแสงแรงขึ้นทุกที

เมื่อเขาอายุได้ 13 พ่อซึ่งภูมิใจในความสามารถของลูกเหลือล้น ก็จัดงานแบบ ‘วันแมน-โชว์’ เปิดแสดงภาพจากฝีมือของปาบโล ดูเหมือนถนนสู่ความเป็นศิลปินใหญ่ของปาบโลก็เริ่มเปิดนับแต่นั้นมา

ระยะนี้เอง ที่พ่อได้งานสอนศิลปะในเมืองบาร์เซโลนา ซึ่งมีความคึกคักทันสมัยต่างกันกับมาลากา—เมืองที่ปาบโลเกิด ทั้งครอบครัวจึงย้ายไปกับพ่อ

พ่อกระวีกระวาดพาลูกชายไปสมัครเข้าเรียนในวิทยาลัยที่พ่อสอน แม้ปาบโลจะยังอายุยังไม่ถึง แต่พ่อรู้ดีว่าลูกชายมีความสามารถเกินเกณฑ์

มีเรื่องเล่ากันว่า เมื่ออาจารย์สั่งให้ไปเขียนภาพในแบบต่างๆ มากมาย และให้เวลาหนึ่งเดือน ปาบโลซึ่งทำงานเหมือนพายุ เขียนภาพทั้งหมดเสร็จลงภายในเวลาไม่ถึงสองวัน

เขาจึงผ่านฉิวเข้าวิทยาลัยไปเลย

เพื่อนนักเรียนศิลปะชั้นเดียวกันส่วนใหญ่เป็นหนุ่มแล้ว มีปาบโลเป็นเด็กอยู่คนเดียว เพื่อนๆ พากันเอ็นดู ลากเขาไปไหนๆ ด้วย รวมทั้งเวลาไปกินเหล้าหรือ ‘เที่ยวผู้หญิง’ ปาบโลจึงแก่แดดเร็วเกินวัยไปอย่างช่วยไม่ได้

ปาบโลเข้าวิทยาลัยศิลปะอีกสองสามแห่ง ก่อนที่จะหันหลังให้โรงเรียนโดยสิ้นเชิงเมื่ออายุเพียง 17 ปี

จากนั้น ไม่ว่าเป็นยามสุข หรือยามทุกข์ ยามสมหวัง หรือยามผิดหวัง ไม่ว่าคนที่เห็นงานของเขาจะชมจนเลิศเลอ หรือวิจารณ์จนแหลกลาญ ปาบโล ปิกัสโซก็ไม่สนใจ

เขาไม่เคยหยุดทำงาน ตราบจนวันตาย

ปิกัสโซไม่ได้ใช้แต่อัจฉริยะบวกกับความรักในศิลปะ กรุยทางไปสู่ความเป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้น ยังใช้การฝึกฝน ความมุ่งมั่นและความขยัน

ทั้งหมดนั้นเป็นเครื่องมืออันสำคัญ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพู่กันหรือผ้าใบ