ปาบโล เดอ ซาราซาเต
Pablo de Sarasate
ค.ศ. 1844-1908
พ.ศ. 2387-2451
เจ้าของท่วงทำนองเพลง Zigeunerweisen ซึ่งคนส่วนใหญ่รู้จักในชื่อ Gypsy Airs หรือ Gypsy Tunes หรือ Gypsy Moon อันเป็นที่มาของเพลง ‘คิดถึง’ หรือ “จันทร์กระจ่างฟ้า… นภาประดับด้วยดาว…” ตามเนื้อภาษาไทยที่เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีได้ประพันธ์ไว้
เขาเป็นชาวสเปน มีชื่อเต็มว่า Martín Melitón de Sarasate y Navascués เป็นหนึ่งในยอดนักไวโอลินของศตวรรษที่ 19 มีความสามารถยอดเยี่ยมทั้งในการบรรเลงและประพันธ์เพลง
ผลงานที่คนรู้จักดีที่สุดคือ Zigeunerweisen (ค.ศ. 1878) และ Carmen Fantasy (ค.ศ. 1883)
วันเยาว์…
หนูน้อย ‘ปาบโล’ ตัวผอมบางอยู่กับเสียงเพลงตั้งแต่แรกเกิด
พ่อของปาบโลเป็นหัวหน้าวงดนตรีทหาร ชีวิตจึงวุ่นอยู่กับการซ้อมดนตรีเพื่อการแสดงในที่ต่างๆ ตามความนิยมของชาวสเปนสมัยนั้น แม้พ่อจะเล่นดนตรีได้หลายชนิด แต่ที่พ่อถนัดและรักที่สุดคือไวโอลิน ซึ่งพ่อมักจะซ้อมที่บ้านอย่างขะมักเขม้น
ปาบโลตั้งใจฟังเสียงเพลงของพ่อเสมอ ดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตหนูน้อย เขารู้ตัวว่ารักเสียงเพลงมาตั้งแต่จำความได้ และไม่เคยนึกอยากจะเป็นอะไรอื่นเลยนอกจากนักดนตรี
ใครๆ เล่ากันว่า ครั้งหนึ่งเมื่อพ่อพยายามซ้อมเพลงที่เล่นยากเพลงหนึ่งอย่างเอาเป็นเอาตาย เมื่อเหนื่อยเข้าก็วางไวโอลินไว้ แล้วเดินไปทำอย่างอื่น ฉับพลันก็ได้ยินเสียงไวโอลินกังวาลเป็นท่วงทำนองเพลงที่เพิ่งซ้อมไป พ่อเดินกลับไปดูในห้อง เห็นปาบโลซึ่งมีอายุเพียงห้าขวบ กำลังสีไวโอลินที่พ่อวางทิ้งไว้อย่างเพลิดเพลิน
เรื่องนี้จะจริงหรือเปล่าไม่มีใครทราบแน่ชัด แต่พ่อก็เริ่มสอนไวโอลินให้ปาบโลตั้งแต่เขาอายุได้เพียงห้าปี
พ่อของปาบโลเป็นคนเคร่งครัด ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกไม่ดีนัก แต่ปาบโลก็อดทนกับความเข้มงวดของพ่อ เพราะเขารักที่จะเรียนไวโอลิน
ฝีมือของปาบโลดีวันดีคืน เพื่อนของพ่อล้อว่า ฝีมืออย่างนี้น่าจะเรียนมาตั้งแต่ก่อนเกิดมากกว่า เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะเรียนเพียงไม่นานแล้วจะเก่งได้ปานนี้ มีคนแอบสังเกตเห็นว่าพ่อหงุดหงิดกับความเก่งของลูกชาย เพราะมีท่าว่าจะสีไวโอลินได้ดีเกินพ่อทั้งๆ ที่ตัวนิดเดียว
เมื่ออายุได้เพียงแปดขวบ ปาบโลก็ออกแสดงคอนเสิร์ตได้แล้ว
ใครๆ ก็ตื่นเต้นกับเด็กอัจฉริยะคนนี้ รวมทั้งชนชั้นสูงและมั่งมีในเมืองปัมโปลนาที่ครอบครัวของปาบโลอาศัยอยู่ ท่านเคาท์เตสคนหนึ่งแสดงความประสงค์ที่จะให้ทุนปาบโลไปเรียนดนตรีในเมืองหลวง นับว่าเป็นโชคดีของพ่อหนูน้อยที่ได้ทุน เพราะลำพังฐานะการเงินของพ่อคงไม่อาจส่งเขาไปเรียนไกลบ้านได้
ปาบโลกลายเป็นนักไวโอลินตัวน้อยที่ใครๆ ในเมืองมาดริดก็รู้จัก มิหนำซ้ำยังเป็นคนโปรดของราชวงศ์ด้วย
การดนตรีในสเปนดูจะเป็นรองส่วนอื่นๆ ของยุโรป เพียงสองสามปีผ่านไป ครูไวโอลินในสเปนก็หมดภูมิที่จะสอนเขา ทุกคนลงความเห็นว่าจะต้องให้ทุนเด็กชายปาบโลไปเรียนไวโอลินในปารีส
แม่ต้องเป็นคนพาลูกชายวัยเพียง 11 ปีนั่งรถไฟไปส่งที่โรงเรียนการดนตรีในฝรั่งเศส แต่ไปได้เพียงแค่ชายแดนแม่ก็หัวใจวายสิ้นชีวิตลง
ปาบโลไม่แต่ขวัญเสียกับการจากไปของแม่ แต่ตัวเองยังป่วยหนักด้วย
เป็นโชคของเขาที่บังเอิญมีเจ้าขุนมูลนายชาวสเปนมาพบเข้า และช่วยเป็นธุระให้ได้รับการรักษาจนหายดีและไปเข้าโรงเรียนดนตรีที่ปารีสได้
ทางโรงเรียนชื่นชมฝีมือของหนูน้อยเอาการอยู่ และจัดให้เขาได้ฝึกฝนกับครูไวโอลินชั้นยอดชื่อ Delphin Alard เพียงไม่นานครูก็พบว่าปาบโลเรียนได้อย่างเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ จนครูลงความเห็นไว้ว่า จริงๆ แล้วปาบโลฝึกฝนตัวเองมากกว่าที่จะต้องเรียนกับครูที่ไหน
ชาวสเปนฟังข่าวของปาบโลทุกระยะด้วยความชื่นชมและภาคภูมิใจ ควีนอิซาเบลลาถึงกับให้ทุนเขาด้วยพระองค์เอง
เมื่ออายุเพียง 13 ปี ปาบโลก็เป็นที่หนึ่งด้านไวโอลินของโรงเรียน และกลายเป็นไวโอลินมือหนึ่งของสเปนไปโดยอัตโนมัติ ด้วยวิธีการเล่นหวานพริ้วที่เป็นธรรมชาติ สดใสบริสุทธิ์ บรรดานักไวโอลินลงความเห็นว่า ปาบโลทำให้งานชิ้นยากๆ ฟังเหมือนบรรเลงง่ายๆ ทั้งคนเล่นคือตัวปาบโลเองและบรรดาคนฟังรู้สึกผ่อนคลาย ไม่เคร่งเครียด
เมื่ออายุ 15 ปาบโลชนะที่หนึ่งในด้านฮาร์โมนีของโรงเรียนอีกครั้ง ก่อนการเรียนจะสิ้นสุดลง
เขาเริ่มแสดงคอนเสิร์ตนับแต่นั้นมา
การบรรเลงไวโอลินและประพันธ์เพลงเป็นงานของชีวิต งานที่เขาทำด้วยใจรัก เจ้าตัวจึงอยู่ในโลกดนตรีด้วยความสุขและผ่องแผ้ว ไม่เคยปล่อยให้เสียงวิจารณ์ในทางลบมาทำให้รู้สึกหมองหม่น ในขณะเดียวกันก็ไม่ปล่อยให้เสียงเยินยอมาทำให้เย่อหยิ่งยโส
เส้นทางดนตรีของปาบโลเรียบราบ มุ่งมั่น ตรงแน่วราวสายไวโอลินพิเศษที่ไม่เคยหย่อนยาน ไม่มีสิ่งใดจะชักจูงเขาให้ออกนอกเส้นสายนี้ได้เลยทั้งชีวิต
คนรักดนตรีหลายคนให้ข้อสังเกตว่า วันที่เด็กชายปาบโลวัยห้าขวบ ยกไวโอลินของพ่อขึ้นมาสีนั้น เปรียบประดุจจะประกาศให้โลกรับรู้ด้วยเสียงดนตรี ว่าสวรรค์ส่งเขามาให้ทำอะไรบนโลกใบนี้