ซิกมุนด์ ฟรอยด์

Sigmund Freud

ค.ศ. 1856–1939
พ.ศ. 2399–2482

นายแพทย์ชาวออสเตรียเชื้อสายยิว ผู้วางรากฐานวิชาจิตเวทย์ซึ่งใช้รักษาผู้ป่วยโรคจิต

เขาเชื่อว่าประสพการณ์ในวัยเยาว์มีส่วนสำคัญกับสภาพจิตของมนุษย์ และความฝันสามารถชี้ปมปัญหาทางจิตได้

ฟรอยด์เป็นเสมือนบิดาแห่งจิตวิทยา และเป็นแพทย์มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของโลก

วันเยาว์…

หนูน้อยซิกมุนด์ หรือ ‘ซิกกี้’ มีความรู้สึกว่าพ่อของเขาแก่มาก แก่ขนาดปู่หรือตาของเพื่อนๆ นั่นแน่ะ

ซึ่งก็เป็นความจริง

พ่อของเขาอายุมากพอที่จะเป็นปู่ของเขาได้ พี่ชายต่างมารดาสองคนก็แก่พอที่จะเป็นพ่อของเขาได้ เพราะรุ่นราวคราวเดียวกันกับแม่ซึ่งเป็นภรรยาคนที่สามของพ่อ

ครอบครัวฟรอยด์ทั้งหมด อันหมายถึงพ่อแม่และบรรดาลูกๆ จากทุกท้อง ต้องอยู่กันอย่างอัดแอในบ้านที่มีแค่ห้องเดียว เพราะพ่อซึ่งเป็นชาวยิวของเขาไม่ประสบความสำเร็จในการค้าขาย

‘ซิกกี้’ เป็นลูกคนแรกของแม่

เมื่อตอนเขาเกิดมีหมอดูทำนายว่า ในอนาคตเด็กคนนี้จะกลายเป็นคนสำคัญของโลก แม่จึงโอ๋เขามาตั้งแต่ต้น และเรียกเขาว่า ‘My golden Sigy’ หรือ ซิกกี้สีทอง ซึ่งก็มีน้ำหนักพอกันกับสำนวนว่า ‘ลูกแก้วลูกขวัญ’ ในภาษาไทย

ถึงแม่จะมีลูกอีกหกคน แต่แม่ก็ไม่รักลูกคนไหนมากเท่ากับซิกกี้ เขาเป็นดั่งราชาของบ้าน ทุกอย่างเกี่ยวกับเขาจะต้องพิเศษผิดกับพี่น้องเสมอ

ซิกกี้เป็นเด็กที่มีผลการเรียนเป็นเลิศ เขาครองที่หนึ่งของห้องติดต่อกันทุกปีโดยไม่มีใครเคยแย่งไปได้ พ่อแม่พี่น้องจึงเกรงรัศมีความเก่งนี้อยู่ครามครัน

เมื่อพ่อมีฐานะดีขึ้น มีบ้านใหญ่ขึ้น ซิกกี้เป็นคนเดียวที่มีห้องส่วนตัว เพื่อที่จะได้ดูหนังสือโดยไม่ถูกรบกวน

คนทั้งบ้านต้องไม่ทำเสียงเอะอะ เวลาซิกกี้สีทองต้องการความเงียบ แค่เขาบ่นว่าเสียงเปียโนของน้องทำให้เสียสมาธิ แม่ก็ขายเปียโนไปเลย ยามใดที่ซิกกี้บอกว่าขี้เกียจกินข้าว เพราะเสียเวลาดูหนังสือ แม่จะยกข้าวขึ้นไปให้ถึงห้องนอน ยิ่งไปกว่านั้น เขาเป็นคนเดียวในครอบครัวที่ไม่ต้องทำงานบ้านอะไรเลยสักอย่าง

แม้จะอยู่อย่างราชาในบ้าน แต่ซิกกี้ก็รู้อยู่เต็มอกว่าคนยิวมีสภาพดุจพลเมืองชั้นสองในออสเตรีย เขาขมขื่นมากเรื่องที่คนยิวโดนดูถูกเหยียดหยาม

ซิกกี้เคยเห็นเพื่อนบ้านทำท่าดูถูกพ่อโดยที่พ่อไม่โต้ตอบอย่างไรเลย เขาไม่เคยลืมเลือนภาพอันสะเทือนใจนี้ และมันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขามุมานะเรียนจนชนะเด็กอื่นๆ อีกทั้งยังทำทุกอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้แน่ใจว่าดีสุดอยู่เสมอ

เขาไม่เรียนเฉพาะแต่วิชาที่ครูสอนในโรงเรียน แต่ยังหาหนังสืออื่นๆ จากห้องสมุดมาศึกษาเองอีกด้วย

นอกจากจะชอบอ่านแล้ว เขายังชอบบันทึกสิ่งต่างๆ ตั้งแต่ยังเล็ก เด็กชายซิกกี้มีนิสัยประหลาด ชอบบันทึกความฝันของตัวเองลงในสมุด เขาจดความฝันทุกครั้งไว้อย่างละเอียดตั้งแต่เด็กไปจนโต จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่หนังสือขายดีเล่มแรกซึ่งเขาเขียนเมื่อเป็นนายแพทย์ จะมีชื่อว่า ‘ความหมายของความฝัน’ หรือ The Interpretation of Dreams หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือขายดีหรือเบสท์เซลเล่อร์เล่มแรกๆ ของโลกทีเดียว

เมื่ออายุเพียง 12 ปี ซิกกี้พูดและเขียนได้ถึงหกภาษา ความสามารถนี้เบิกทางให้เขาอ่านตำราภาษาอื่นๆ ได้อย่างแคล่วคล่อง ช่วยให้เขามีข้อคิดและความรู้กว้างขวางกว่าเด็กรุ่นเดียวกันมาก

ยิ่งซิกกี้เก่งเท่าไร แม่ก็เชื่อเรื่องที่เขาจะมีชื่อเสียงในอนาคตมากขึ้นเท่านั้น พลอยทำให้ซิกกี้เชื่อมั่นในตัวเองอย่างที่แม่เชื่อ และกลายเป็นคนมี ‘อัตตาโต’ หรือ superego ตามคำศัพท์ที่เขาจะบัญญัติขึ้นเองในวันข้างหน้า

เขาเคยบอกเพื่อนสนิทว่า ให้เก็บจดหมายที่เขาเขียนถึงไว้ดีๆ อย่าทิ้งเป็นอันขาด เพราะจะมีค่ามากเมื่อเขากลายเป็นคนสำคัญในอนาคต ต่อมาจดหมายเหล่านั้นก็มีค่ามากจริงๆ เมื่อซิกกี้เติบโตขึ้นเป็นนายแพทย์ซิกมุนด์ ฟรอยด์ผู้มีชื่อเสียงก้องโลกอย่างที่แม่และตัวเขาเองคาดหวังไว้

คุณหมอซิกมุนด์เป็นแพทย์คนแรกที่เบิกทางเข้าไปสู่ความลี้ลับของจิตวิทยา และทำให้ผู้ป่วยทางจิตและประสาทได้รับการเอาใจใส่รักษาอย่างถูกต้อง แทนที่จะถูกจับขังไว้เหมือนนักโทษเช่นในสมัยโบราณ

คงไม่ผิดหากจะกล่าวว่า อดีตเด็กชายที่แม่เรียกว่า ‘โกลเดน ซิกกี้’ ได้กลายเป็นบุคคลที่มีคุณต่อมนุษยโลกที่สุดผู้หนึ่ง ช่างคุ้มค่ากับที่แม่อุตส่าห์ประคบประหงมมาเสียจริงๆ