สตีเวน สปีลเบิร์ก

Steven Spielberg

ค.ศ. 1946-
พ.ศ. 2489-

เขาเป็นผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในรอบร้อยปีของวงการภาพยนตร์

ผลงานส่วนใหญ่ของเขาสูงทั้งคุณภาพและรายได้

กล้องถ่ายภาพยนตร์ราคาถูกของพ่อเป็นเครื่องกระตุ้นความสนใจด้านนี้มาตั้งแต่วัยเยาว์

งานของสปีลเบิร์กมักรวมเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับจินตนาการแบบเด็กๆ และเนื้อเรื่องตื่นเต้นชวนติดตาม จึงชนะใจคนทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นตัวประหลาดจากนอกโลกอย่าง อี.ที. ฉลามดุอย่าง จอว์ส ไดโนเสาร์จาก จูราสิก พาร์ค หรือ อินเดียนา โจนส์ รวมทั้งบันทึกทุกข์ของชาวยิวในเยอรมนีใน สชินดเล่อร์ส ลิสต์

ทั้งหมดล้วนเป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์จำนวนมากมายจากฝีมือของอเมริกันเชื้อสายยิวผู้นี้

วันเยาว์…

เจ้าหนูสตีวี่ขี้ขลาด ขี้กลัวเป็นที่สุด

คืนที่พ่อปลุกไปดูดาวหางกลางแจ้ง แต่ไปเห็นฝนดาวตกกราวกรู สตีวี่ผู้มีอายุสี่ขวบก็กลัวจนตัวสั่น เวลาเห็นเงาต้นไม้ตอนกลางคืนก็ร้องจ้า เห็นอะไรทางโทรทัศน์หน่อยก็ปิดตาร้องไห้ จนพ่อแม่แทบจะประสาทเสีย

ใครจะรู้ว่าเจ้าลูกชายตัวผอมกะหร่องเป็นอย่างนี้เพราะอุดมด้วยจินตนาการ ซึ่งจะทำให้เติบโตขึ้นกลายเป็น สตีเวน สปีลเบิร์ก ผู้สร้างภาพยนตร์ชื่อลือลั่น

ดูเหมือนจะมีแต่ยายเท่านั้นที่รู้สึกถึงความพิเศษของหลานคนนี้ ยายทายว่าเมื่อสตีวี่โตขึ้นจะมีชื่อเสียงก้องโลก ทำเอาแม่หัวเราะ

ตาซึ่งเป็นยอดนักเล่านิทานในความรู้สึกของสตีวี่ มีเพื่อนสนิทซึ่งเคยอยู่ในค่ายกักกันของนาซี หนูน้อยสตีวี่เรียนตัวเลขครั้งแรก จากรอยจารึกที่เยอรมันใช้เหล็กเผาไฟนาบไว้บนแขนของเพื่อนตาคนนี้

ความทุกข์ของยิวเป็นแรงบันดาลใจให้เขาสร้าง ‘สชินดเลอร์’ส ลิสต์’ ภาพยนตร์เกี่ยวกับความโหดของนาซีในภายหลัง

มีคนเคยเปรียบว่า ชาวยิวที่ต้องซมซานอพยพไปรอบโลกนั้น เป็นประดุจ “คนแปลกหน้าที่แปลกถิ่น” หรือ Strangers in strange lands ครอบครัวสปีลเบิร์ก ซึ่งเป็นยิวที่อาศัยอยู่ในอเมริกาก็มีความรู้สึกเช่นนั้น

คนอเมริกันส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ บางคนมีความรังเกียจคนแปลกหน้าอย่างยิวอยู่ลึกๆ ยิวเองก็รู้สึกแปลกถิ่นเหมือนมาอาศัยบ้านคนอื่นอยู่ ทั้งที่จริงๆ แล้ว ทุกคนที่ไปอาศัยแผ่นดินอเมริกาอยู่ล้วนเป็นคนแปลกถิ่น ยกเว้นอินเดียนแดงเจ้าของดั้งเดิม

ในเทศกาลคริสต์มาสที่ทุกบ้านรอบๆ ติดไฟระยิบระยับกัน บ้านของพวกสปีลเบร์กซึ่งไม่ได้แต่งไฟ มองดูเหมือน ‘หลุมดำกลางจักรวาล’ ในสายตาของเจ้าหนูสตีวี่

ความรู้สึกแปลกแยกนี้ ทำให้สตีวี่ซึ่งอ่อนไหวและขี้อายอยู่แล้วไม่ค่อยมีเพื่อน เขาเล่นแต่กับน้องสาวสามคน ซึ่งเป็นทั้งน้องและลูกน้องเสร็จในตัว ในขณะเดียวกันก็ใช้จินตนาการสร้างเพื่อนรักหน้าตาพิกลจากนอกโลกขึ้นมาเอง

ใครที่เคยดูภาพยนตร์เรื่อง ‘อี.ที.’ ของสตีเวน สปีลเบิร์ก ก็จะรู้ว่าเพื่อนรักในจินตนาการของเจ้าหนูสตีวี่หน้าตาเป็นอย่างไร

สตีวี่ไม่ชอบไปโรงเรียน เพราะนอกจากเพื่อนๆ จะดูเขาเป็นตัวแปลกแล้ว เขายังเบื่อวิชาที่เรียนอีกด้วย เขาชอบอ่านหนังสือและเรียนรู้ด้วยตัวเองมากกว่ามานั่งฟังครู ผลการเรียนจึงอ่อนอย่างช่วยไม่ได้

นอกจากจะไม่ชอบเรียนหนังสือแล้ว เจ้าหนูหุ่นกุ้งแห้งคนนี้ยังไม่ชอบกีฬาอีกด้วย เขารู้ดีว่าต่อให้ชอบกีฬาก็คงไม่มีวันเล่นได้ดีเพราะหุ่นไม่ให้

สิ่งเดียวที่สตีวี่ชอบมาก คือการถ่ายหนังโดยใช้กล้องราคาถูกขนาด 8 มม. ที่แม่ให้พ่อเป็นของขวัญ

ทีแรกพ่อเป็นคนถ่าย แต่สตีวี่ซึ่งอายุแค่แปดขวบกลับคอยบงการให้พ่อถ่ายอย่างนั้นอย่างนี้ พ่อซึ่งขันปนรำคาญเลยยกกล้องให้ลูกชายถ่ายเสียเอง… เจ้าหนูสตีวี่ใช้กล้องได้ดีกว่าพ่ออย่างที่เจ้าตัวคุยไว้จริงๆ

พ่อเห็นความเข้าท่าของลูก เลยสนับสนุนเต็มที่ ช่วยทำฉากและทำไฟให้เมื่อสตีวี่จะ ‘สร้างหนัง’ สั้น โดยใช้น้องสาวสามคนเป็นตัวแสดง

จากหนังสั้นสองสามนาทีที่มีฉากแปลกๆ เช่น คลีนิกหมอฟัน (น้องที่เล่นเป็นหมอ ใช้คีมดึงฟันที่ทำจากข้าวโพดคั่วจุ่มซอสมะเขือเทศออกมาจากปากน้องอีกคนหนึ่ง) กลายเป็นหนังยาวขึ้นมาอีกหน่อยเรื่องรถไฟตกราง รถไฟที่ใช้คือรถไฟของเล่นที่สตีวี่ได้ในวันเกิดนั่นเอง

การตะลุยอ่านหนังสือทุกชนิดเกี่ยวกับการสร้างภาพยนตร์ ช่วยให้สตีวี่สามารถเขียนบทเอง กำกับเอง ถ่ายทำเอง โดยมีพ่อแม่และน้องเป็นทั้งผู้ช่วย ตัวแสดง และ ‘เบ๊’ ประจำโรงถ่าย เขาไม่ได้ทำๆ หยุดๆ แต่ทำอย่างสม่ำเสมอ และฝีมือก็ดีขึ้นทุกทีๆ

แค่อายุ 13 หนังของสตีวี่ก็เข้าท่ามากขนาดที่พ่อลงทุนไปเช่าโรงหนังเล็กๆ ข้างบ้าน แล้วฉายหนังลูกชายโดยขายตั๋วจริงๆ มีคนมาดูไม่น้อย หักทุนออกคิดแล้วได้กำไรมาหนึ่งเหรียญพอดีๆ

หนังหลายเรื่องที่สตีวี่สร้างเมื่อเป็นเด็ก ดูราวกับเป็นการฝึกซ้อม เพราะอีกหลายปีต่อมาสตีเว่น สปีลเบิร์กจะนำมาดัดแปลงกลายเป็นภาพยนตร์ยิ่งใหญ่ที่จะนำชื่อเสียงมาให้เขา

พ่อหย่ากับแม่เมื่อสตีวี่อยู่ชั้นมัธยม แต่พ่อก็ไม่ได้ทิ้งลูก หากยังใกล้ชิดและมาช่วยสตีวี่ ‘สร้างหนัง’ ทุกครั้งในฐานะวิศวกรประจำโรงถ่าย

เมื่ออยู่มัธยมสตีวี่เริ่มชวนเพื่อนๆ มาแสดงในหนังของเขา เพื่อนๆ เห็นฝีมือเข้าเลยชักจะนับถือ ใครๆ ก็อยากมาเป็น ‘ดารา’ ด้วยกันทั้งนั้น

ระยะนี้เองที่หนังจากฝีมือของสตีวี่ได้รางวัลที่หนึ่งในงานประกวดภาพยนตร์สมัครเล่นแห่งรัฐแอริโซนา เขาได้รางวัลเป็นกล้องขนาด 12 มม. อย่างดี แต่ฟิล์มแพง จึงต้องไปเปลี่ยนเป็นกล้องขนาด 8 มม.เหมือนเดิม เพียงแต่คุณภาพดีขึ้นและบันทึกเสียงในฟิลม์ได้

ความฝันของสตีวีเป็นจริงตอนเขาอยู่มัธยมปลาย เมื่อได้ไปเยี่ยมญาติซึ่งมีบ้านอยู่ใกล้ๆ ฮอลลีวู้ด และได้ซื้อทัวร์ไปเยี่ยมชมโรงถ่ายของยูนิเวอร์แซล

ทัวร์เสร็จแล้ว สตีวี่ยังแอบอยู่ในบริเวณโรงถ่าย แล้วมั่วนิ่มเดินดูเขาทำงานกันอย่างสนุก จนกระทั่งมีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งสงสัยว่าเจ้าหนูนี่มาทำอะไรแถวนี้ สตีวี่จึงสารภาพตรงๆ ว่า โตขึ้นอยากเป็นผู้กำกับหนัง อยากดูว่าโรงถ่ายเขาทำงานกันจริงๆ ยังไงมานานแล้ว เพิ่งมีโอกาสวันนี้แหละ

ความซื่อ ความมุ่งมั่น และความเป็นเด็กคงจับใจเจ้าหน้าที่คนนั้น สตีวี่จึงได้บัตรผ่านเข้าโรงถ่ายไปดูอะไรๆ ตามสบายอีกหนึ่งสัปดาห์

หลังจากนั้นก็อาศัยความที่พนักงานรักษาความปลอดภัยคุ้นหน้า เดินป๋อเข้าไปอีกทุกวัน กว่าโรงเรียนจะเปิดเทอมปีใหม่ สตีวี่ก็เรียนรู้อะไรไปได้มากมาย

เมื่อจบมัธยมแล้ว สตีวีสมัครเข้าเรียนวิชาการภาพยนตร์ แต่ถูกมหาวิทยาลัยถึงสองแห่งปฏิเสธเพราะเกรดเขาต่ำเกินไป

‘คาล สเตท’ หนึ่งในวิทยาลัยเกรดรองๆ ซึ่งรับเขาเข้าเรียน ก็ไม่มีวิชาการภาพยนตร์ในสมัยนั้น สตีวี่จึงฝืนใจลงเรียนเพียงสัปดาห์ละสองวัน และใช้เวลาที่เหลือทำงานกับโรงถ่ายยูนิเวอร์แซล

สตีวี่เรียนไม่ทันจบก็ได้เซ็นสัญญากับโรงถ่าย เขาเลิกเรียนไปเฉยๆ ทำให้พ่อเสียใจมาก แต่แล้วพ่อก็เข้าใจในที่สุด

สตีเวน สปีลเบิร์กดูเหมือนจะได้ดีจากการฝึกฝน มุ่งมาด และความรักจริงของเจ้าหนูสตีวี่ที่มีต่อการสร้างภาพยนตร์ ประกอบทั้งกำลังใจและกำลังสนับสนุนที่สม่ำเสมอจากพ่อแม่…

ทั้งหมดนี้มีคุณประโยชน์ต่อสตีเวน สปีลเบิร์ก มากกว่าที่มหาวิทยาลัยแห่งใดในโลกจะให้เขาได้

เมื่อเขาประสบความสำเร็จแล้ว สตีเวนได้รับปริญญาเอกกิตติมศักดิ์จากบรรดามหาวิทยาลัยชั้นเยี่ยมของโลกหลายแห่งด้วยกัน

แม้จะรู้สึกเป็นเกียรติ แต่สตีเวน สปีลเบิร์กก็ยังรู้สึกดีใจ ที่ตัวเองไม่ได้ ‘เสียเวลา’ กับการเรียนระดับปริญญา

เคล็ดลับแห่งความสำเร็จของสตีเวน สปีลเบิร์กบรรยายได้สั้นๆ ง่ายๆ โดยคำพังเพยภาษาอังกฤษที่ว่า

Practice makes perfect.

หรือ ‘การฝึกฝนนำมาซึ่งความสมบูรณ์แบบ’ นั่นเอง