ขุนช้าง
ผู้ร้ายผสมตัวตลกจากบทเสภาสะท้อนวิถีชีวิตชาวบ้านเรื่อง ‘ขุนช้าง-ขุนแผน’ ซึ่งเป็นยอดนิยมของคนไทยมาตั้งแต่ปลายสมัยอยุธยา
ขุนช้างเป็นเศรษฐีใหญ่เมืองสุพรรณบุรี ขี้ริ้วทั้งรูปร่างหน้าตาและกิริยา มิหนำซ้ำยังมีนิสัยเจ้าเล่ห์เพทุบาย ขี้โกหกและขี้ขลาด แต่ขุนช้างก็เป็นคู่แข่งคนเดียวของสุดหล่อที่ชื่อขุนแผน ในการแย่งชิงนางพิมพิลาไลหรือวันทองมาครอบครอง
ขุนแผนชนะยกแรกด้วยรูป(หล่อ)และรัก แต่ขุนช้างใช้เล่ห์กลและอำนาจเงินจนชนะยกที่สอง
เมื่อได้นางพิมมาครอง ขุนช้างก็พิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะเป็นรองในเกือบทุกด้าน แต่ตนมีคุณสมบัติอันเลิศของเพศชายที่ขุนแผนไม่มีโดยสิ้นเชิง นั่นคือความรักเดียวใจเดียว
ทั้งขุนช้างและขุนแผนเพื่อนแต่วันเยาว์ กลายเป็นสาเหตุให้นางวันทองต้องโทษประหารโดยไม่ได้ตั้งใจ
เมื่อหมดวันทอง บทบาทของขุนช้างก็ถอดสี เหลือเพียงเงาลางๆ ปล่อยให้ขุนแผนแผลงฤทธิ์เดชไปคนเดียวตามยถากรรมของพระเอก
วันเยาว์…
ก่อนเด็กชาย(ขุน)ช้างจะถือกำเนิด คุณแม่เทพทองฝันเห็นนกตะกรุมคาบช้างเน่ามาให้ถึงห้องนอน ในฝันนางกอดนกและช้างเน่าเอาไว้อย่างสบายใจ
ความจริงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดอะไร เพราะขุนศรีวิไชยผู้สามีของนางเทพทอง รับราชการเป็น ‘นายกรมช้างกองนอก’ แห่งเมืองสุพรรณ ซึ่งขึ้นตรงกับกรุงศรีอยุธยา มีหน้าที่ต้องควบคุมดูแลเหล่าช้างงานของหลวง ชีวิตจึงเวียนวนกับกุญชรอยู่แล้ว
หลังจากที่ฝันนางเทพทองเริ่มแพ้ท้องอย่างหนัก จึงแช่งด่าเด็กในครรภ์ตั้งแต่ยังไม่เห็นหน้า
“โคตรแม่มึงช่างมาให้อาเจียร
อ้ายหัวเลี่ยนโล้นเกลี้ยงจะเลี้ยงไย”
เมื่อคลอดลูกผู้ชายหน้าตาขี้ริ้ว แถมยังหัวล้าน ตามคำทำนายฝันของขุนศรีวิไชย แม้จะบอกด้วยว่าลูกคนนี้จะส่งให้ตระกูลมั่งมียิ่งกว่าเดิม แต่นางเทพทองก็กลับยิ่งจงชังลูกมากขึ้นไปอีก
ประดาแฟนเสภาขุนช้าง-ขุนแผน ที่เกลียดขี้หน้าขุนช้างหนักหนา จะเปลี่ยนใจเป็นสงสาร หากนึกภาพปฏิกิริยาและวาจาของมารดาต่อทารกน้อย ตามคำกลอน…
“นางเทพทองเหลียวหน้าคว้าลูกชาย
พลิกคว่ำพลิกหงายอยู่ตัวสั่น
ทุดลูกบัดสีเหมือนผีปั้น
หัวล้านในครรภ์ดังวงเดือน
เสียแรงอุ้มท้องประคองมา
ชกโคตรแม่อ้ายหมาขี้เรื้อนเปื้อน
เลี้ยงมันไว้ไยอายเพื่อนเรือน
หัวเหมือนโคตรข้างไหนให้เกิดมา”
สำนวนภาษาอังกฤษที่ว่า A face only a mother could love หรือ หน้า(ขี้ริ้ว)ชนิดที่แม่เท่านั้นจึงจะรักลง ใช้กับนางเทพทองและลูกชายไม่ได้เลย
ที่น่าสังเกตคือ เหตุผลใหญ่ของนางเทพทอง อาจไม่ใช่ว่าลูกขี้ริ้วขี้เหร่เท่านั้น แต่เป็นเพราะนาง “อายเพื่อนเรือน” หรือพูดง่ายๆ คืออายชาวบ้าน เหมือนแม่หลายๆ คน ที่ให้ความสำคัญต่อความคิดและปากของชาวบ้านยิ่งไปกว่าความรู้สึกของลูกในไส้
อย่างไรก็ดี แม้ทารกน้อยจะ “หัวล้านอกขนแต่เกิดมา” ปู่ย่าหรือพ่อแม่ของขุนศรีวิไชยก็ไม่ได้ตั้งชื่อหลานว่า ‘ตะกรุม’ แต่ให้ชื่อว่า ‘ช้าง’
เหตุผลที่สำคัญคือ วันที่เด็กชายช้างถือกำเนิดขึ้นมา เป็นวันที่มีผู้นำช้างเผือกมาถวายพระพันวษา—กษัตริย์ผู้ครองกรุงศรีอยุธยาอยู่ในขณะนั้น ปู่กับย่าจึงถือเป็นฤกษ์ดี ตั้งชื่อหลานให้คล้องจองกับเหตุการณ์ และไม่ได้ให้ชื่อว่า ‘ช้าง’ เฉยๆ แต่ตั้งว่า ‘ขุนช้าง’ แต่แรกทีเดียว
‘ขุน’ ของขุนช้าง จึงไม่ใช่เป็นบรรดาศักดิ์อย่างที่คนส่วนมากเข้าใจ แต่เป็นชื่อเต็ม เป็นวิสามัญนาม
แม้แม่จะไม่รัก แต่ปู่ ย่า และพ่อก็ให้ความรักขุนช้างอย่างที่ควรจะเป็น ไม่ได้หยิบยกความขี้ริ้วขี้เหร่ของลูกหลานมาเป็นข้อรังเกียจอย่างคุณแม่เทพทอง
แต่เพราะขุนช้างเกิดก่อนสมัยมีเสื้อผ้าแบรนด์เนมสำหรับเด็ก ปู่และย่าจึงต้องประกาศความมั่งคั่งของตระกูลด้วยวิธีดั้งเดิม คือให้ใส่เครื่องประดับ
“แล้วให้เอาเงินทองกรองใส่คอ
กำไลมือล้นข้อทั้งสองข้าง
กำไลเงินใส่เท้าก้าวขากาง
ปะวะหล่ำสองข้างแขนหลานยา”
ยิ่งโตขุนช้างก็ยิ่งซน เพราะใครๆ ก็ตามใจ คุณแม่เทพทองก็ยิ่งทนไม่ได้
“ช่างเต้นหยกๆ เหมือนตลกโขน
ยึดไว้ไม่นิ่งตละลิงทโมน
อ้ายผีโลนที่ไหนปั้นใส่มา
มิมีแก่ใจจะใคร่เข้าอุ้มชู
เหมือนค่างครอกหลอกกูดูขายหน้า”
หนูขุนช้างจึงมีอะไรคล้ายๆ ท่านวินสตัน เชอร์ชิลล์ อดีตนายกรัฐมนตรีคนดังของอังกฤษ คือแม้จะมีแม่อยู่ใกล้ๆ ก็เหมือนอยู่ห่างไกล เพราะไม่ค่อย “มีแก่ใจจะใคร่เข้าอุ้มชู” อย่างแม่ทั่วๆ ไป
ท่ามกลางความมั่งคั่งบริบูรณ์ ทั้งขุนช้างและท่านเชอร์ชิลล์ ขาดความรักความอบอุ่นจากผู้เป็นมารดาโดยสิ้นเชิง
แม้รูปร่างหน้าตา-กิริยาเหมือนลิงทโมนของเด็กชายขุนช้างจะเป็นที่หัวเราะเยาะของชาวบ้าน และดูน่ากลัวสำหรับเด็กด้วยกัน แต่ความเงินหนาของตระกูล ก็ทำให้คนส่วนใหญ่ก็เกรงใจ ไม่ค่อยกล้าวิพากษ์วิจารณ์ต่อหน้ามากนัก
ครอบครัวขุนศรีวิไชยสมบูรณ์พูนสุข มั่งคั่งยิ่งขึ้นทุกวัน ชีวิตความเป็นอยู่ของเด็กชายขุนช้างจึงโก้กว่าใครๆ ในเมืองสุพรรณ มีทั้งพี่เลี้ยง นางนม (แม่นม) และข้าทาสบริวารมากมาย จะเดินทางไปไหนก็มีช้างไว้ขี่ โก้ครือกันกับคนยุคใหม่ในโรลส์รอยซ์ ไม่ได้เดินดินเหมือนชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป
ในจำนวนเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงของเด็กชายขุนช้าง มีเด็กชายพลายแก้ว ลูกโทนของขุนไกรพลพ่าย-นางทองประสี และเด็กหญิงพิมพิลาไล ลูกสาวนามไพเราะของพันศรโยธา-นางศรีประจันรวมอยู่ด้วย
เด็กสามคนที่รุ่นราวคราวเดียวกันนี้ จะมีเส้นทางชีวิตที่เหล่ากวีฟั่นเข้าด้วยกันราวเชือกเส้นใหญ่ รัดรวมวิถีชีวิต ความเป็นอยู่อย่างไทยๆ ให้คนรุ่นหลังไว้ได้เรียนรู้ผ่านความบันเทิง
อันเป็นวิธีการเรียนรู้ที่ดีที่สุด เท่าที่มีอยู่ในโลกเล็กๆ ใบนี้