พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร)

Peter Feit

ค.ศ. 1883-1968
พ.ศ. 2426-2511

ผู้ประพันธ์ทำนองเพลงชาติไทยที่ใช้อยู่ทุกวันนี้

เป็นที่ยอมรับในหมู่นักดนตรีชาวไทยว่า บรมครูซึ่งเป็นลูกครึ่งไทย-เยอรมัน/อเมริกันท่านนี้คือ “บิดาแห่งวิชาการดนตรีสากลของไทย”

นอกจากจะประพันธ์ทำนองเพลงชาติไทยฉบับปัจจุบันแล้ว ท่านยังประพันธ์เพลงสำคัญเช่น เพลงเถลิงศก เพลงศรีอยุธยา และเพลงประกอบภาพยนตร์ เช่น เพลงบ้านไร่นาเรา ฯลฯ

ท่านเป็นคนแรกที่เรียบเรียงตำราวิชาการดนตรีสากลขึ้นเป็นภาษาไทย ทำให้นักดนตรีบ้านเรามีโอกาสได้ใช้ตำราดังกล่าวศึกษาทั้งทฤษฎีการดนตรีและการเรียบเรียงเสียงประสานเบื้องต้น อีกทั้งยังประสิทธิ์ประสาทวิชาดนตรีให้แก่ลูกศิษย์ติดต่อกันนานกว่าครึ่งศตวรรษ

บรมครูผู้นี้เป็นท่านแรกที่บันทึกทำนองเพลงไทยเดิมไว้ในรูปของโน้ตสากล ทำให้เพลงไทยเดิมจำนวนมากไม่สูญหาย นอกจากนี้ยังเป็นท่านแรกที่เริ่มบัญญัติศัพท์ทางดนตรีจากสากลเป็นภาษาไทยอีกด้วย

คุณูปการของคุณพระเจนดุริยางค์ที่มีต่อการดนตรีของประเทศไทย จึงมีมากมายเกินกว่าเพียงการประพันธ์ทำนองเพลงชาติไทยที่ท่านถูกบังคับให้ทำในปี พ.ศ. 2475

วันเยาว์…

เด็กชายปีเตอร์ได้ยินพ่อพูดกับเขาและพี่ชายสองคนเสมอว่า

“จงอย่าได้คิดยึดดนตรีเป็นอาชีพเป็นอันขาด”

เหตุผลสำคัญของพ่อคือ

“คนไทยไม่ได้รักดนตรีจริงๆ เล่นสนุกชั่วครั้งชั่วคราวแล้วก็ทิ้ง”

ในประเทศที่คนไม่ได้ให้ความสำคัญการดนตรีอย่างจริงจัง ผู้ที่ยึดอาชีพนี้ย่อมจะไม่ได้รับการนับถือ อีกทั้งยังไม่ได้ค่าตอบแทนอันสมควรด้วย เพราะไม่ต่างกันจากพวกที่ ‘เต้นกินรำกิน’ สักกี่มากน้อย

ในขณะที่พ่อย้ำแล้วย้ำอีกเรื่องนี้ แต่พ่อก็เคี่ยวเข็ญให้ลูกชายทั้งสามคนฝึกซ้อมดนตรีทุกวี่วัน

ทุกวี่วันจริงๆ

ปีเตอร์กับพี่ๆ คือพอลและเลโอ จะได้ “เว้นดีดซ้อมดนตรี” เมื่อพ่อฉลองคริสต์มาสและปีใหม่ของชาวตะวันตก ไม่ใช่วันสงกรานต์อย่างคนไทยทั่วๆ ไป เพราะพ่อเป็นฝรั่ง

พ่อยาขอบ (Jacob) ของปีเตอร์เป็นฝรั่งเชื้อสายเยอรมัน เกิดในเมือง Trier ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเยอรมนีในปัจจุบัน (สมัยนั้นเยอรมนีแยกเป็นแคว้นเล็กๆ ยังไม่ได้รวมเข้าเป็นประเทศใหญ่อย่างเช่นทุกวันนี้)

พอเริ่มเป็นหนุ่มหมาดๆ พ่อกับญาติๆ หลายคนก็ทิ้งบ้านเกิดเดินทางไปแสวงโชคใน ‘สหปาลีรัฐอเมริกา’ ดินแดนที่คนยุโรปในครั้งนั้นเรียกว่า The New World หรือโลกใหม่ เพราะในยุโรปเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วมีทั้งการกดขี่จากชนชั้นสูงและการกีดกันทางศาสนา ยากที่ชาวบ้านธรรมดาจะก้าวหน้าหรือได้ดิบได้ดี คนหนุ่มสาวจึงเต็มใจจะไปหาชีวิตที่ดีกว่าในโลกใหม่

ไม่ผิดจากที่คนไทยครั้งก่อนยินดี ‘ไปตายเอาดาบหน้า’

พ่อมีทั้งความแข็งแกร่งของวัย มีทั้งความสามารถทางดนตรีติดตัว จึงเป็นไปได้ที่พ่อจะไปหาความรุ่งเรืองในอเมริกา

แต่เมื่อพ่อไปถึง โลกใหม่ที่ว่ากำลังกลายเป็นดินแดนแตกแยก รัฐต่างๆ และบรรดาประชาชนที่เคยร่วมความสมัครสมานสามัคคีกันเพื่อรบกับอังกฤษ จนก่อตั้งประเทศใหม่ขึ้นได้ กลับเริ่มมีความขัดแย้งทั้งในเรื่องการเมือง การค้า และอื่นๆ จนกลายเป็นสงครามกลางเมือง

สงครามกลางเมืองในสหปาลีรัฐอเมริกาเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2404 ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่สี่

ชนชาติต่างๆ ที่มุ่งหวังจะเข้าไปทำมาหากินในอเมริกา กลับตกอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งนี้ด้วยโดยไม่ตั้งใจ ทำให้ต้องเลือกข้างไปตามสถานการณ์

ในขณะที่คนมีเงินสามารถจ้างให้คนอื่นเป็นทหารแทนตนได้ บรรดาผู้มาตั้งรกรากใหม่ซึ่งส่วนใหญ่ขัดสนอยู่แล้วกลับยินดีที่จะได้เป็นทหาร เพราะมีทั้งอาหารและเสื้อผ้า อีกทั้งยังมีเงินเดือนให้ด้วย แม้จะน้อยนิดแต่ก็ดีกว่าไม่มีเลย

พ่อยาขอบได้เข้าร่วมเป็นทหารในกองทัพฝ่ายเหนือของประธานาธิบดีลินคอล์น เพื่อรบกับฝ่ายใต้ซึ่งนิยมการมีทาส

สงครามกลางเมืองสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2408

แทนที่จะตั้งรกรากในสหรัฐฯ อย่างที่ใฝ่ฝันไว้แต่แรก พ่อกลับเปลี่ยนใจ เริ่มออกเดินทางไปเผชิญโชคในต่างดินแดนอีก

คราวนี้จุดหมายของพ่อคือเอเซีย

พ่อของเด็กชายปีเตอร์มาถึงประเทศสยามในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่สี่เมื่อ พ.ศ. 2410

ความตั้งใจแรกของพ่อจะเป็นว่ามาทำการค้าหรือประกอบการงานใดไม่แน่ชัด แต่ความสามารถทางดนตรีทำให้พ่อกลายเป็นเพื่อนกับกงสุลอเมริกันในเมืองไทย (ในครั้งนั้นยังเป็นแค่กงสุล ไม่ใช่ทูต)

กงสุล Chandler ผู้นี้เป็นผู้ทำให้พ่อได้งานเป็นครูสอนนักดนตรีแตรวงที่วังหน้า

ในช่วงนั้นประเทศสยามกำลังนิยมแตรวงและมีฝรั่งเข้ามาสอนดนตรีอยู่บ้างแล้วประปราย

เมื่อตั้งใจลงหลักปักฐานในเมืองสยาม พ่อถูกตาถูกใจสาวไทยเชื้อสายมอญชื่อแม่ทองอยู่ จึงอยู่กินกับสาวเชื้อมอญผู้นี้ จนให้กำเนิดลูกชายสามคนคือเลโอ พอล และปีเตอร์

พ่อเริ่มถ่ายทอดวิชาดนตรีให้ตั้งแต่บรรดาลูกชายยังตัวเล็กๆ

พอลและเลโอได้เรียนไวโอลินทั้งคู่ ปีเตอร์ซึ่งเป็นคนสุดท้องก็ได้เรียนไวโอลินและเปียโนเหมือนกับพี่ๆ แต่ต่อมา เมื่อพ่อเห็นว่าปีเตอร์เริ่มตัวโตกว่าพี่ๆ และมีก้านนิ้วยาวพอ พ่อจึงฝากฝรั่งนักธุรกิจให้ช่วยซื้อเชลโลมาจากอิตาลี เพื่อให้ปีเตอร์ได้หัดเล่น

เชลโลเป็นเครื่องดนตรีที่มีรูปลักษณ์คล้ายกับไวโอลินขนาดใหญ่ ในปัจจุบันลูกจีนชื่อโย-โย มา เป็นนักสีเชลโลชื่อดังที่สุดในโลก

เชลโลตัวที่พ่อซื้อให้ปีเตอร์ เป็นเชลโลที่ด้านหลังใช้ไม้ชิ้นเดียว อันหมายความว่าต้องขุดท่อนไม้ด้วยมือ ถือกันว่าเป็นเครื่องดนตรีชั้นดี (เชลโลตัวนี้ต่อมาพระเจนดุริยางค์ได้มอบให้กับศิษย์เอกชื่อคุณชลหมู่ ชลานุเคราะห์)

นอกจากจะมีเครื่องดนตรีพรั่งพร้อมแล้ว พ่อยังสั่งโน้ตเพลงจากเมืองนอกมาอีกมากมาย ลูกๆ ทุกคนของพ่อจึงซึมซาบดนตรีทั้งทางทฤษฎีและทางปฏิบัติ

พี่สองคนของปีเตอร์เล่นไวโอลินแนวหนึ่งและแนวสอง อีกนานปีต่อมา เมื่อได้ยินฝีมือไวโอลินของยาชา ไฮท์เฟท์ซ (Jascha Heitfetz) จากแผ่นครั่ง ปีเตอร์ตระหนักว่าพี่เลโอของเขานั้น เก่งขนาดที่อาจเทียบได้กับนักไวโอลินเชื้อสายยิวคนนี้ทีเดียว น่าเสียดายที่ในวัยหนุ่ม พี่เลโอตัดสินใจไปตามหาญาติที่สหรัฐฯ และหายสาบสูญไป ไม่มีใครได้ข่าวอีกเลย

คุณพระเจนดุริยางค์เล่าในภายหลังว่า ตอนเย็นเมื่อกลับจากโรงเรียนอัสสัมชัญแล้ว เด็กชายปีเตอร์กับพี่ๆ ต้องฝึกดนตรีทุกวันเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง ส่วนวันพฤหัสบดีและวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุดของโรงเรียนคาทอลิก สามพี่น้องต้อง ‘เพิ่มรอบเช้า’ ด้วยการฝึกซ้อมสองชั่วโมง และอีกสามชั่วโมงหลังรับประทานอาหารกลางวัน

ด้วยการฝึกฝนของพ่อยาขอบ ปีเตอร์กับพี่ๆ มีความสามารถพอที่จะร่วมกันบรรเลงแบบ ‘แชมเบอร์ มิวสิก’ ออกงานต่างๆ ได้ เป็นที่เอ็นดูและชื่นชมของสังคมชาวตะวันตกในประเทศไทยเมื่อครั้งนั้น ขณะเดียวกันคนไทยที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงก็มีโอกาสได้ยินความพลิ้วพราวของดนตรีต่างชาติไปด้วย

วันเยาว์ของเด็กชายปีเตอร์ ไฟเอท อบอวลด้วยเสียงดนตรีคลาสสิกของตะวันตกภายในบ้าน และดนตรีไทยในยุคทองภายนอกบ้าน

เขาเติบโตท่ามกลางความเป็นฝรั่งแท้ของพ่อ และความเป็นไทย-มอญของแม่ โดยมีโรงเรียนอัสสัมชัญช่วยหล่อหลอมวิชาความรู้ทั้งด้านภาษาและอื่นๆ

เมื่อเรียนจบมัธยมบริบูรณ์จากโรงเรียนอัสสัมชัญแล้ว ปีเตอร์มุ่งไปหางานที่ไม่เกี่ยวข้องกับดนตรี… ตามคำสั่งของพ่อ

เขาเป็นครูสอนโรงเรียนอัสสัมชัญอยู่ประมาณสองปี ก่อนจะย้ายไปอยู่ ‘กรมรถไฟหลวง’

แต่รถไฟหลวงไม่มีโอกาสพาหนุ่มลูกครึ่งคนนี้ไปไหน

เสียงหวูดรถไฟไร้ความพราวพริ้งของตัวโน้ต

ไม่นาน ปีเตอร์หรือปิติก็เบนวิถีชีวิตตนไปบนถนนดนตรี… เส้นทางที่พ่อยาขอบสั่งนักสั่งหนาว่าไม่ให้เดิน

เขากลายเป็นยักษ์ใหญ่ที่จะกรุยทางดนตรีสายใหม่ให้แก่คนไทยทั้งชาติ ผสานผสมความเป็นเทศและไทยเข้าด้วยกัน กลายเป็นต้นแบบแห่งดนตรีไทยสากล

ใครเล่าจะทำงานนี้ได้ดีเท่ากับลูกครึ่งไทย-เทศที่ชื่อปีเตอร์ ไฟเอท หรือ ปิติ วาทยะกร

คุณพระเจนดุริยางค์ใช้เวลาเกือบทั้งชิวิตอยู่กับดนตรี ก่อนจะอำลาโลกไปในปี พ.ศ. 2511 ณ วันคริสต์มาสที่ 25 ธันวาคม วันซึ่ง—ในอดีต—เด็กชายปีเตอร์เคยได้รับอนุญาตจากท่านบิดาให้หยุดซ้อมดนตรีได้