สอ เสถบุตร
ค.ศ. 1903-1970
พ.ศ. 2446-2513
ผู้แต่งพจนานุกรมอังกฤษ-ไทย ที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของประเทศไทย
เขาเป็นนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวงที่สำเร็จวิชาธรณีวิทยาและวิศวกรรมเหมืองแร่จากประเทศอังกฤษ เคยรับราชการเป็นเจ้ากรมเลขาธิการในสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7
หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 เขาต้องโทษฐานกบฏ ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ถูกคุมขังและถูก ‘ปล่อยเกาะ’ ตะรุเตา อยู่นานร่วม 11 ปี และใช้เวลาในช่วงนี้ทำพจนานุกรม
ช่วงชีวิตหลังจากที่ได้รับอภัยโทษ เขากลับไปเป็นนักหนังสือพิมพ์ นักเขียน นักการเมือง ทั้งๆ ที่ยังถูกคุกคามจากรัฐบาลเกือบตลอดเวลา
แต่สิ่งที่ช่วยให้ชีวิตเขาได้รับความสุขสบายบ้าง คือพจนานุกรมที่เขาปรับปรุงครั้งแล้วครั้งเล่าและมียอดขายสูงตลอดชีวิตของเขานั่นเอง
วันเยาว์…
เขาไม่ได้สุขสบาย ทั้งๆ ที่เกิดมาในตระกูลเศรษฐี (เศรษฐบุตร) เพราะพ่อและแม่แต่งงานกันโดยที่ผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายไม่พอใจ จึงต้องปากกัดตีนถีบก่อร่างสร้างตัวกันเอง
นายสวัสดิ์พ่อของเขาเป็นนักประดิษฐ์ที่รักอิสระ จะทำเฉพาะงานที่ใจชอบ งานหนึ่งที่พ่อมีส่วนร่วมทำ คือประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทยกับคุณหมอ จอร์จ แม็คฟาร์แลนด์ (พระอาจวิทยาคม) เจ้าของบริษัทตัวแทนจำหน่ายเครื่องพิมพ์ดีดสมิทธิ์ พรีเมียร์
ในครั้งนั้นสมิทธิ์ พรีเมียร์ เป็นพิมพ์ดีดภาษาไทยยี่ห้อเดียวในโลก
คุณหมอจอร์จเป็นผู้ทำพจนานุกรมอังกฤษ-ไทยที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง นอกเหนือไปจากนายแพทย์แดน บี. เบรดลีย์ หรือที่คนสมัยโน้นเรียกแบบไทยๆ ว่า “คุณหมอปลัดเลย์” มิชชันนารีอเมริกันซึ่งเป็นผู้บุกเบิกเรื่องนี้
คุณหมอจอร์จเป็นอาจารย์รุ่นแรกๆ ของแพทย์ศิริราช ท่านเป็นฝรั่งอเมริกันที่เกิดในประเทศไทย พูดไทยได้อย่างแคล่วคล่อง แม้จะกลับไปเรียนแพทย์ในสหรัฐฯ แต่ด้วยความรักและความปรารถนาดีในแดนเกิด คุณหมอกลับมาอุทิศตนทำงานอยู่ในประเทศไทย ใช้ทั้งชีวิตช่วยเหลือคนไทยทั้งด้านสุขอนามัย ปัจจัย และการศึกษาเพราะเห็นว่าเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ประเทศด้อยพัฒนาแห่งนี้เจริญก้าวหน้าและพึ่งพาตนเองได้
แม้แต่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยก็เป็นส่วนหนึ่งแห่งอนุสรณ์ความใจบุญของคุณหมอจอร์จ แม็คฟาร์แลนด์
ความเมตตาของคุณหมอต่อเด็กและเยาวชนเป็นที่ทราบกันดีในครั้งกระโน้น ด.ช. สอ ซึ่งเคยได้ติดตามพ่อไปบ้านคุณหมอจอร์จ คงได้รับความเมตตาจากคุณหมอไม่ต่างจากเด็กอื่นๆ เช่นกัน
หลายสิบปีต่อมา สอ เสถบุตร เคยเขียนไว้ว่า ความประทับใจในตัวคุณหมอจอร์จที่เขามีตั้งแต่ในวัยเด็ก คงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เขามุ่งมั่นที่จะทำพจนานุกรมไทย-อังกฤษ
เด็กชายสอเริ่มเรียนหนังสือที่โรงเรียนข้างบ้าน ซึ่งมีนักเรียนไม่กี่คนแต่มีครูเพียงคนเดียว สอนทั้งอ่าน เขียน และวิธีคิดเลขแบบง่ายๆ ความเป็นเด็กเรียนเก่งของสอเริ่มปรากฏตั้งแต่ต้น
เมื่อย้ายไปเข้าชั้นประถมในโรงเรียนสุขุมาลัย เขาก็ได้ที่หนึ่งเป็นประจำ จนครูให้ข้ามชั้นหลายครั้ง
เวลาโรงเรียนหยุด เด็กชายสอจะลงเรือไปฉายหนังตามจังหวัดต่างๆ กับพ่อซึ่งคิดทำเรือฉายหนังได้สำเร็จ เรือนี้มีจอฉายบนหลังคาเรือ ทำให้แล่นไปฉายตามจังหวัดต่างๆได้
เรือฉายหนังเป็นหนึ่งในผลงานของพ่อ นอกเหนือไปจากเครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทย เครื่องยนต์กลไก หัวเทียน เครื่องไฟฟ้าสารพัดชนิด รวมทั้งตะเกียงอัดลมแบบตะเกียงเจ้าพายุที่ใช้กันในยุคที่ไฟฟ้ายังไม่แพร่หลาย ซึ่งพ่อและแม่ให้คนเช่าไปเปิดตามงานต่างๆ
ในบ้านที่สออยู่กับพ่อแม่ จึงเต็มไปด้วยเครื่องยนตร์กลไกต่างๆ บางครั้งก็มีเครื่องยนตร์ขนาดมหึมาตั้งอยู่ที่ชานบ้าน จนน่าเป็นห่วงว่าบ้านจะพัง
ในวัย 12 เด็กชายสอเริ่มเข้าเรียนชั้นมัธยมสี่ที่โรงเรียนสวนกุหลาบ ซึ่งถือกันว่าเป็นโรงเรียนชั้นแนวหน้าของประเทศไทย อาจารย์ที่สอนคำนวณและวิทยาศาสตร์แขนงต่างๆ มักจะเป็นชาวต่างประเทศที่มีความรู้ดีทั้งสิ้น
มัธยมสี่ในครั้งนั้นเทียบได้เท่ากับมัธยมสองในปัจจุบัน การมาจากโรงเรียนระดับด้อย น่าจะทำให้เด็กชายสอลำบากในการเรียนให้ทันเพื่อน แต่ปรากฏว่าสอซึ่งทั้งขยันและฉลาด เรียนได้ดีเลิศ จนกลายเป็นคนโปรดของอาจารย์ทั้งไทยและฝรั่งในเวลาอันรวดเร็ว
อาจารย์ใหญ่เห็นความเอาการเอางาน จึงตั้งให้สอเป็นผู้ช่วยดูแลห้องสมุดตั้งแต่เขาอายุเพียง 14 ปี ทำให้สอมีโอกาสได้อ่านหนังสือทั้งไทยและอังกฤษมากมาย ความ ‘ตะกละ’ ในหนังสือ ทำให้เขากลายเป็นคนอ่านหนังสือได้เร็วแบบ speed reading โดยไม่รู้ตัว
การอ่านหนังสือเร็ว จะเป็นประโยชน์กับเขาตลอดไป
นอกจากจะอ่านได้เร็วแล้ว สอยังจำแม่นเป็นเลิศอีกด้วย
มีเรื่องเล่าว่า เพราะบ้านที่อาศัยอยู่หลังวัดประยูร จึงทำให้ได้ยินคนท่องขานนาคเตรียมบวช เมื่อได้ยินเขาท่องติดๆ ขัดๆ เด็กชายสอก็จะตะโกนบอกต่อให้ หลวงพ่อที่วัดได้ยินกิตติศัพท์ความปัญญาดี ถึงกับมาชักชวนให้บวช เพื่อจะได้เผยแผ่พระศาสนาต่อไป แต่เด็กชายสอก็ยอมบวชเพียงสองสัปดาห์เท่านั้น
เมื่อเขากำลังเรียนชั้นมัธยมเจ็ด พ่อเสียชีวิตลงขณะนำหนังไปฉายที่ต่างจังหวัด ขณะนั้นสอมีวัยเพียง 15 ปี แม่หาสตางค์ได้เพียงเล็กน้อยจากการเย็บปักรองเท้าแตะขาย จึงไม่มีทางจะส่งให้ลูกเรียนที่สวนกุหลาบได้
สอตัดสินใจลาออกจากโรงเรียน เพื่อไปหางานหาเลี้ยงแม่และน้องสองคน
อาจารย์ฝรั่งทราบเข้า จึงหาทางให้ลูกศิษย์คนโปรดเรียนต่อได้ โดยให้สอรับจ้างสอนภาษาไทยให้แก่ชาวต่างประเทศซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนอังกฤษที่ครูรู้จัก ทำให้สอมีรายได้มากพอที่จะเรียนหนังสือ และเลี้ยงแม่กับน้องได้ในเวลาเดียวกัน
ไม่แต่เท่านั้น ระหว่างที่เขาสอนภาษาไทยให้ฝรั่ง บรรดาลูกศิษย์ซึ่งล้วนเป็นฝรั่งผู้ใหญ่ก็ช่วยเพิ่มพูนความรู้ภาษาอังกฤษให้แก่สอไปด้วย
ไม่นานสอซึ่งอยู่ชั้นมัธยมเจ็ดจึงมั่นใจในตัวเองขนาดหาญไปสอบชิงทุนรถไฟแข่งกับเหล่านักเรียนหัวกะทิชั้นมัธยมแปด
เขาสอบได้ที่หนึ่ง มีสิทธิ์ได้ทุนไปเรียนเมืองนอก แต่เพราะความที่ร่างเล็ก อายุน้อย แถมยังมีสุขภาพไม่แข็งแรง เจ้าของทุนจึงมอบทุนให้คนได้ที่สองไปแทน
สอไม่หมดกำลังใจ เขาเรียนต่อมัธยมแปด เพื่อเตรียมตัวชิงทุนเล่าเรียนหลวง ซึ่งมีให้แก่นักเรียนที่จบมัธยมปลาย ปีละสองทุน
เขาเกิดป่วยมากแต่ก็ฝืนใจไปสอบ ผลสอบออกมาได้เพียงที่สาม จึงพลาดโอกาสไปเมืองนอกอีกครั้ง
ด้วยความที่อายุยังน้อย สอตัดสินใจเรียนมัธยมแปดซ้ำเพื่อจะได้สอบชิงทุนเล่าเรียนหลวงเป็นครั้งที่สอง
โชคร้าย เมื่อใกล้เวลาสอบเขาก็ป่วยอีก แต่สอก็ไม่ยอมแพ้เช่นเดิม เขาเข้าสอบทั้งๆ ที่ป่วยอยู่ คราวนี้ได้ทุนเล่าเรียนหลวงไปอังกฤษสมที่ตั้งใจไว้ แม้จะมีผู้คัดค้านว่าเขาผอมบางเกินกว่าจะไปทนอากาศหนาวเย็นได้ แต่แพทย์ชาวต่างประเทศก็ได้ลงความเห็นว่าสุขภาพทั่วไปของสอแข็งแรงดี
แม้จะพยายามสอบชิงทุนมาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เมื่อทำได้สำเร็จจริงๆ สอกลับเกิดความเป็นห่วงแม่และน้อง กลัวจะลำบากระหว่างที่เขาไม่อยู่ จึงคิดจะสละทุน
แต่แม่ไม่ยอม
แม่ยืนยันว่าแม่และน้องจะอยู่กันได้ ขอแต่ให้สอไปเรียนหนังสือตามที่หวังไว้
สอจึงออกเดินทางไปอังกฤษโดยทางเรือ โดยมีภาพแม่ห่างไปในขณะที่เรือแล่นออกจากท่า
ในขณะนั้น สอ—หนุ่มน้อยซึ่งมีวัยเพียง 19 ปี ไม่รู้เลยว่า หลังจากได้ศึกษาเล่าเรียนจนกลับมารับใช้บ้านเมืองได้เพียงไม่นาน เขาก็จะเห็นภาพแม่โบกมือ… ค่อยๆ ห่างออกไปอีกครั้ง เมื่อเรืออีกลำหนึ่งพาเขาไปสู่แดนนรกที่เกาะตะรุเตา ตามคำสั่งของผู้พิพากษาและศาลซึ่งเป็นเพียงข้ารับใช้ของการเมือง
(เก็บความจากหนังสือดีที่น่าอ่าน ‘ชีวิตและการต่อสู้ สอ เสถบุตร บุรุษผู้ไม่ยอมก้มหัวใจกับโชคชะตา’ จากการเรียบเรียงของคุณพิมพวัลคุ์ เสถบุตร ซึ่งมีจำหน่ายตามร้านหนังสือทั่วไป ขอขอบคุณคุณพิมพวัลคุ์เป็นอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้)