สังข์ทอง
พระเอกนิทานไทยที่ไม่ใช่ ‘คุณหนู’ ทั้งๆ ที่มีสิทธิ์เต็มที่โดยกำเนิด
สังข์ทองเป็นโอรสท้าวยศวิมลกับมเหสีชื่อนางจันเทวี แรกคลอดออกมาเป็นหอยสังข์ มารดาจึงถูกไล่ออกจากวัง
วัยเด็กของสังข์ทองสุดระหกระเหิน ไปสุขสบายเป็นครั้งแรกเมื่อได้อยู่กับแม่บุญธรรมซึ่งเป็นเจ้าเมือง ก่อนจะชุบตัวในบ่อทอง แล้วสวมชุดเจ้าเงาะเหาะหนีเมื่อรู้ว่าแม่บุญธรรมเป็นยักษี
เจ้าเงาะเป็นพระเอกยอดนิยมเพราะมาแนวเดียวกับ ‘ลูกเป็ดขี้เหร่’ จากรูปร่างหน้าตาขี้ริ้ว ตัวดำ หัวหยิก ตาพอง เมื่อ ‘ถอดรูป’ เงาะแล้วมีรูปสุวรรณอยู่ชั้นใน ทำให้ใครต่อใครฮือฮาไปทั้งเมือง
แต่นางรจนาธิดาท้าวสามลมีตาเลเซอร์ มองทะลุรูปเงาะเห็นรูปทองชั้นในก่อนใครๆ จึงเสี่ยงพวงมาลัยเลือกเงาะเป็นคู่ครอง จนถูกขับไล่ให้ไปอยู่กระท่อมปลายนา
สังข์ทองหรือเจ้าเงาะแปลกกว่าพระเอกไทยๆ ทั่วไปในนิทานจักรๆ วงศ์ๆ เพราะเป็นคนติดดิน นอกจากจะมีความสามารถการทำไร่ทำนา หาปลาหาเนื้อแล้ว ยังเป็นคนช่างสนุก รื่นเริง มีอารมณ์ขันทั้งอย่างน่ารักและติดซาดิสต์นิดๆ เช่นเมื่อตอนตัดปลายหูและปลายจมูกของหกเขยสามีพี่สาวหกคนของภรรยา
เมื่อเผยตัวจริงอันเป็นทองผ่องโสภาแล้ว สังข์ทองยังพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่ใช่หล่อหลักลอย แต่มีฝีมือด้วย แม้ว่าในการนี้พระอินทร์ซึ่งแปลงตัวมาท้าตีคลีจะแกล้งแพ้ก็ตาม
ตอนจบของสังข์ทองจึงเป็นแฮปปี้เอนดิ้ง
วันเยาว์….
เมื่อแรกเกิด หนูน้อยไม่ได้ลืมตาดูโลก แต่ลืมตาดูหอย เพราะคลอดออกมาโดยมีหอยสังข์หุ้มห่อตัวอีกชั้นหนึ่ง
กำเนิดสุดประหลาดนี้ทำความลำบากให้แก่มารดา คือนางจันเทวีผู้เป็นมเหสีของเจ้าเมืองชื่อท้าวยศวิมลอย่างยิ่ง เพราะถูกหาว่าเป็นกาลกิณี โดนขับออกจากเมือง
นางจันเทวีอุ้มลูกหอยไปอาศัยชาวบ้านสองตายายอยู่ชายป่า ต้องเก็บผักหักฟืนพอเลี้ยงตัวให้อยู่ได้
แต่แม่หนูสังข์โชคดีกว่า ‘ซิงเกิ้ล มอม’ ทั่วๆ ไป เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องเลี้ยงลูก เนื่องจากลูกชายทำตัวเหมือนปูเสฉวนซ่อนอยู่ในเปลือกหอยอย่างมีน้ำอดน้ำทนนานถึงห้าปี
แม้จะไม่ได้กินนม-กินข้าวหรือกินกล้วยบด ไม่ได้คลานหรือตั้งไข่อย่างเด็กทั่วไป แต่หนูสังข์ก็เติบโตเป็นปกติดี ไม่ได้เป็นโรคขาดอาหารหรือง่อยเปลี้ยเสียขาเพราะต้องคุดคู้อยู่ในเปลือกหอยแต่ประการใด
ในวัยห้าขวบ จู่ๆ สังข์น้อยก็ออกจากหอยมาวิ่งไล่นก-ไล่ไก่ป่าซึ่งมากินข้าวที่แม่ตากไว้
ไม่ไล่นกอย่างเดียว ยังรู้จักปัดกวาดบ้าน และหุงข้าวหุงปลาเตรียมไว้ให้แม่ด้วยอีกต่างหาก
ไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะอธิบายความพิเศษของหนูสังข์ได้ นอกจากจะไล่เรียงไปถึงภูมิหลังตอนก่อนเกิด ว่าเป็นเทวดาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์จุติลงมา
หยวน-หยวนได้ว่ายังไงๆ ก็ต้องมีพิเศษกันบ้างละ
แม่ของสังข์เริ่มสงสัย จึงแอบดูว่าใครมาช่วยทำงานบ้าน เมื่อเห็นหนูสังข์ออกมาจากหอย ก็ตรงเข้าทุบจนหอยแตก ทำให้สังข์ไม่สามารถจะกลับเข้าไปในหอยได้อีก
ตามประสาเทวดามาจุติ หนูสังข์รู้ล่วงหน้า ว่าการที่แม่ทำเช่นนี้จะนำอันตรายมาสู่ตน
แล้วก็เป็นอย่างที่คาด
ข่าวว่าหอยสังข์กลับกลายเป็นเด็กชายล่วงรู้ไปถึงในรั้วในวัง ทำความขุ่นเคืองให้แก่นางจันทามเหสีฝ่ายซ้ายของท้าวยศวิมล ซึ่งมีธิดาอายุไล่ๆ กับสังข์
นางจันทาจึงส่งทหารออกไปล่าตัวเด็กชายสังข์ โดยมีท้าวยศวิมลผู้ตกอยู่ภายใต้มนต์เสน่ห์ให้ความร่วมมืออย่างเบลอๆ ซึ่งก็เป็นผลดีกับตัวท่านท้าวเอง เพราะไม่ต้องรับผิดชอบในแผนบุตรฆาต ที่่จะฆ่าแกงลูกในไส้
แผนสังหารสังข์ทองในวรรณคดีของไทยเรา โหดเหี้ยม ทารุณ ซาดิสติกขนาดแผนสังหารในนิทานต่างๆ ของชาร์ลส์ เปอร์โรลท์แห่งฝรั่งเศสต้องก้มหัวให้
ก่อนที่สังข์จะมาถึงวัง ทหารได้รับคำสั่งจากนางจันทา ผู้หวังจะได้ย้ายตำแหน่งจากตำแหน่งควีนฝ่ายซ้าย ไปเป็นควีนฝ่ายขวา ให้เข่นฆ่าเสียระหว่างทาง
พวกทหารที่ล้วน ‘เก่งกาจชายฉกรรจ์’ หาวิธีฆ่าเด็กน้อยมือเปล่าได้อย่างสร้างสรรค์
แรกเริ่มคือใช้ท่อนจันทน์ทุบระหว่างที่สังข์หลับไปทั้งน้ำตาเพราะความคิดถึงแม่ แต่…
เทวาอารักษ์พระไทรศรี
ออกช่วยป้องกันทันที
เมื่อเสนีมันทุบด้วยท่อนจันทร์
ทหารของควีนจันทาเห็นเด็กน้อยไม่ตายเพราะท่อนจันทน์ก็ชักขวัญเสีย ตัดสินใจช่วยกันฆ่าสังข์ด้วยหอกและดาบ แต่…
หอกหักกระเด็นเป็นสองท่อน
ดาบบิ่นสิ้นคมระทมบอน
มิได้ม้วยมรณ์เร่งสงกา
ดูจากเศษเสี้ยวของวรรณคดีตรงนี้ สำนวน ‘หอกหัก’ ของไทยน่าจะเป็นคำชมมากกว่าคำด่า แทนที่จะเรียกว่า “ไอ้หอกหัก” เปลี่ยนเสียเป็น “พ่อหอกหัก” โดยมีความหมายว่าผู้ที่มีเทวดาปกปักรักษา
หนูสังข์หรือพ่อหอกหักพระเอกของเรา จึงไม่ตาย
วิธีสุดท้ายที่ทหารหาญของท้าวยศวิมลใช้สังหารเด็กชายสังข์ซึ่งมีวัยเพียง 5-6 ขวบ คือใช้ช้างทิ่มแทง
ไม่ใช่ช้างธรรมดา แต่เป็นช้างตกมันที่ถูกกรอกเหล้าให้คลุ้มคลั่งหนักขึ้นไปอีก
ถึงขนาดนั้นแล้วช้างก็ยังไม่ทำร้ายหนูสังข์ เจ้าช้างมัวแต่ตัวสั่น…
“งาดันปักดินดิ้นแหยง
ควานไสเท่าไรก็ไม่แทง…”
บรรดาเสนาเสนีนักทารุณกรรมเด็กทั้งหลายจึงหมดปัญญา
ท้าวยศวิมลเกือบๆ กลับใจ เพราะเชื่อว่าสังข์มีบุญญาธิการ แต่นางจันทาเจ้าตำรับทารุณเด็ก child abuse ตัวจริงแนะนำให้รีบเอาเด็ก ‘กาลกิณี’ อย่างสังข์ถ่วงน้ำก่อนที่บ้านเมืองจะมีอันเป็นไป
ความทารุณของนางจันทา แม้แต่พวกเสนาซึ่งจำต้อง… รับสั่งใส่เกศา… ยัง…
“กระซิบด่าในใจไม่เว้นคน”
ไม่ต่างจากสภาพ
“ฝูงชนถ้วนหน้าน้ำตาไหล”
ของชาวบ้านทั้งหลาย ที่พบเห็นการทารุณหนูน้อยหอยสังข์
แม่ของสังข์ตามมาทันได้เห็นลูกถูกมัด ผูกหิน แล้วโยนลงน้ำ คล้ายๆกับ ‘ฮูดินี’ สมัยต้นๆ ศตวรรษที่ 20 เพียงแต่จอมมายากลสามารถแก้มัดแล้วโผล่ขึ้นมาได้ ท่ามกลางเสียงเฮของฝูงชนที่เฝ้าดู ส่วนหนูสังข์นั้นจมดิ่งหายไป
พร้อมกับหัวใจนางจันเทวีผู้มารดา
ส่วนนางจันทาตัวร้ายนั้นกลับสะใจ สำทับกับท่านสามีว่า
“เชื่อว่าบุญหนักศักดิ์ใหญ่
พอโยนลงไปก็เป็นผี”
เห็นมั้ย
เห็นมั้ย
แต่สิ่งที่นางจันทาไม่รู้เลย คือ หนูสังข์จมลงตรงปล่องที่ไหลไปเมืองพญานาค
ปล่องในท้องน้ำนี้ คงคล้ายๆ ที่ฝรั่งเรียก laundry chute ช่องหรือปล่องที่ช่วยให้โยนผ้าซักจากชั้นบนลงชั้นล่างโดยไม่ต้องขนให้เมื่อย
คนโบราณเชื่อกันว่าปล่องนี้พญานาคใช้เป็นซูเปอร์ไฮเวย์หรือทางด่วนสำหรับขึ้นมาเที่ยวเล่นบนโลกมนุษย์ เพียงแต่เวลาจะขึ้นมาต้องมองซ้ายมองขวาให้แน่ใจว่าปลอดครุฑ
ท้าวภุชงค์คิงของพญานาค มาพบสังข์สลบไสลอยูู่แถวๆ ปล่องนี้เอง จึงอุ้มพาไปเมืองบาดาล ทีแรกว่าจะเลี้ยงเป็นลูก แต่คงไม่สะดวกที่จะเอาลูกมนุษย์มาอยู่ใต้น้ำราวกับเป็นมนุษย์กบ จึงเปลี่ยนใจส่งต่อไปให้ควีนพันธุรัตยักขินีหม้าย ภรรยาเพื่อนเก่าเจ้าเมืองยักษ์ที่ตายไป เพราะรู้ว่านางไม่มีบุตรสืบสกุล
เด็กชายสังข์ต้องระเหเร่ร่อนอีกครั้งหนึ่ง
เพียงแต่คราวนี้เป็นการท่องเที่ยวเฟิร์สคลาสอย่างหรู คือนั่งสำเภาทองที่ท้าวภุชงค์เนรมิตให้ ร่อนเร่ไปกลางทะเลพร้อมข้าวปลาอาหารอย่างดี แถมยังมีจดหมายแนะนำตัวถึงควีนยักษ์ด้วย
ท่านท้าวก็เหลือเกิน ไพร่พลนาคาเลื้อยกันอยู่เยอะแยะยุ่บยับ จะให้แปลงกายเป็นพี่เลี้ยงเด็ก นั่งเรือไปด้วยสักคนสองคนก็ไม่ได้ เด็กชายสังข์จึงว้าเหว่ ไม่สนุกสนานอย่างนักท่องเที่ยวบนเรือสำราญ
เด็กตัวนิดเดียว นั่งเรือคนเดียว มองเห็นแต่น้ำกับฟ้า และ
“เงือกงูราหูเหรา
ทั้งกระโห้โลมาปลาวาฬ…”
สังข์จึงเอาแต่นั่งร้องไห้งืดๆ คิดถึงแม่ จนเทวดาทนดูไม่ได้ รีบ speed bonnie boat like a bird on the wings อย่างใน Skye Boat Song เพลงโบราณของสก็อต คือช่วยเร่งเครื่องส่งเรือให้ถึงดินแดนยักษ์ไวๆ ราวกับติดปีก สังข์น้อยจะได้ไม่ต้องอ้างว้างกลางทะเลนานนัก
ทหารยักษ์ที่รักษาชายแดน เห็นสังข์ก็จะจับกิน แต่มนต์ของท้าวภุชงค์ ทำให้พวกยักษ์จับต้องเรือไม่ได้
“ทะลึ่งโดดคว้าผวาเปล่า
เหมือนหนึ่งจับดาวในเวหา…”
หนูสังข์นั้นไม่คอทั่งสันหลังเหล็กอย่างเด็กยุคสารพัดปีศาจและสัตว์ประหลาดทางภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ แค่เห็นยักษ์
“แต่ละตัวหัวพริกหยิกหยอง
ดำกาตาพองท้องใหญ่
เขี้ยวขาวยาวรีไม่มีใจ…”
เท่านี้ก็กลัวแทบสิ้นสติ นึกขอให้ท้าวภุชงค์ช่วย แล้วก็โยนแผ่นทองหรือหนังสือแนะนำตัวให้พวกยักษ์ไป
เหล่ายักษ์พิทักษ์ชายแดนจึงนำหนังสือไปให้ควีนพันธุรัต ผู้กระวีกระวาดออกไปรับสังข์จากเรือ
การรับเด็กชายสังข์มาเป็นลูกบุญธรรม ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ควีนพันธุรัตและประชายักษ์ทั้งเมืองต้องแปลงกายเป็นคน ลำบากกันถ้วนหน้า เพียงเพราะควีนต้องการเอาลูก (มนุษย์) เขามาเลี้ยง เอาเมี่ยงเขามาอม โดยไม่ฟังคำเตือนของบรรดาโหราจารย์
เมืองของควีนพันธุรัตทันสมัยไม่น้อย ในงานฉลองต้อนรับเด็กชายสังข์ พระสังข์ หรือ ปรินซ์สังข์ ที่จัดขึ้นถึงเจ็ดวันนั้น นอกจากจะมีการทำพิธีสู่ขวัญอวยชัยให้พรแล้ว ยังมีการแสดงสารพัด ทั้งสังคีต มโหรี ดนตรีนานา ทั้งโขน ละครชาตรี มีระบำ การร่ายรำ งิ้ว มวยปล้ำ การไต่ลวด ดอกไม้ไฟ หนังไทย หนังจีน ซึ่งคงหมายถึงการเชิดหุ่นที่ทำจากหนังสัตว์ เช่นเดียวกับหนังใหญ่หรือหนังตะลุง
สังข์น้อยซึ่งเป็นเด็กบ้านนอก ไม่เคยเห็นความสนุกสนานในเมืองมาก่อน คงจะตื่นตาตื่นใจ หายคิดถึงแม่ไปได้พอสมควร
เสร็จสรรพจากงานฉลองครั้งนี้ เด็กชายสังข์ก็กลายเป็นเจ้าชายสังข์ไปอย่างแท้จริง ได้อยู่ในรั้วในวัง มีพี่เลี้ยงและนางกำนัลคอยดูแล มองไปทางไหนมีแต่ความอู้ฟู่และอิ่มหนำสำราญ ผิดจากชีวิตที่เคยอยู่กับแม่และตายายที่ชายป่าอย่างที่สุดแล้ว
แต่ปรินซ์สังข์เป็นสุขจริงหรือ