สุทิน เทศารักษ์

ค.ศ. 1927-
พ.ศ. 2470-

นักดนตรีฝีมือเยี่ยมคนหนึ่งของประเทศไทยในศตวรรษที่ 20

ครูสุทินมีความสามารถสูงทั้งในการบรรเลงไวโอลินและคลาริเน็ต ในขณะเดียวกันก็สามารถเล่นดนตรีได้เกือบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นแซ็กโซโฟน แอ็คคอร์เดียน ออร์แกน กีตาร์ ทรัมเป็ต และถนัดทั้งดนตรีคลาสสิคและดนตรีแจ็ส

นอกจากจะมีชื่อเสียงในการเล่นดนตรีแล้ว เพลงไทยสากลจากการประพันธ์ทำนองของครูสุทินยังเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ฟังมาหลายสิบทศวรรษ เช่นเพลง ‘ม่านไทรย้อย’ ‘ม่านประเพณี’ ‘ม่านบังตา’ และ ‘ดวงใจในฝัน’

วันเยาว์…

เด็กชายสุทินวัยสี่ขวบ ต้องจากพ่อแม่ไปอยู่กับลุงซึ่งไม่มีบุตร

บ้านของลุงมีแต่เสียงดนตรี เพราะเป็นสถานที่ซึ่งบรรดานักดนตรีชั้นนำของครั้งกระโน้น มาร่วมฝึกซ้อมอยู่เป็นประจำ ทั้งนี้เพราะลุง ‘เติม เสนะสกุล’ ของหนูสุทินเป็นผู้อำนวยการเพลงของวงดุริยางค์กรมศิลปากร

ตัวลุงเติมเองเป็นนักไวโอลินฝีมือเยี่ยมซึ่งเป็นที่นับถืออย่างสูงในหมู่นักดนตรีด้วยกัน

นอกจากลุงแล้ว บรรดาญาติที่โตกว่าซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน ก็ล้วนได้รับการฝึกฝนทางดนตรีจากลุงทั้งนั้น หนูสุทินจึงอยากเล่นดนตรีกับเขาบ้าง

เวลาที่ไม่มีใครอยู่บ้าน สุทินจะแอบหยิบไวโอลินมาสีเล่น พยายามเลียนแบบให้เหมือนที่เห็นและที่ได้ยินเท่าที่จะทำได้

เมื่อลุงรู้เข้าก็ชอบใจความพยายามของหลานชาย รีบไปซื้อไวโอลินคันน้อยที่เหมาะสำหรับเด็กมา และเริ่มต้นฝึกสอนให้

แต่การ ‘เรียน’ ไวโอลินอย่างจริงจังนั้น ต่างจากการ ‘เล่น’ ตามใจฉันอย่างที่หนูสุทินเคยชอบ การฝึกตามบทเรียนนั้นแสนยาก แสนซ้ำซากและน่าเบื่อหน่าย ฟังก็ไม่ไพเราะอะไรสักนิดเดียว

มิหนำซ้ำลุงยังห้าม ‘ข้ามขั้น’ ห้ามเล่นเป็นเพลงอย่างที่ใจเจ้าหนูต้องการ ฝ่าฝืนเมื่อไหร่ ลุงรู้เข้าก็จะโกรธถึงกับลงไม้ลงมือ

เจ้าหนูยิ่งเบื่อหนัก

โอย… ไม่เอาแล้ว ไม่เรียนไม่เรินมันดีกว่า

แต่ลุงไม่ยอม ไวโอลินก็ซื้อมาให้แล้ว ยังจะโยกโย้ไม่เรียนอีก

ไม่มีทางเสียละ

คราวนี้ลุงเอาจริง จัดตารางเรียนไวโอลินให้เลย

ทุกเช้าสุทินจะถูกปลุกตั้งแต่ตีห้า อาบน้ำแต่งตัวแล้วต้องฝึกไวโอลินไปจนถึงเวลากินข้าว จากนั้นจึงจะไปโรงเรียน

กลับจากโรงเรียน อาบน้ำ ทำการบ้าน กินข้าวเสร็จแล้วต้องฝึกไวโอลินต่อไปจนค่ำ

นอกจากไวโอลินแล้ว ยังต้องเรียนเปียโนอีกด้วย นับเป็นความทรมานอย่างยิ่งสำหรับเด็กชายวัยไม่ถึงสิบขวบ

แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป หัวใจดวงเล็กๆ ของสุทินก็ถูกเปิดรับความรักดนตรีเข้าไปจนเปี่ยม ไม่ต้องมีใครปลุกพ่อหนูก็ตื่นแต่เช้าขึ้นมาฝึกฝนด้วยตนเอง ฝีมือการเล่นก็ดีขึ้นทุกวัน ทำให้ลุงเติมสบายใจขึ้นมาก

สุทินเริ่มคุ้นเคยและหลงใหลท่วงทำนองอันเป็นอมตะของปรมาจารย์ทางดนตรีคลาสสิคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ‘สาม B ผู้ยิ่งใหญ่’ คือ บราห์ม บาร์ค เบโธเฟน รวมไปถึงท่านอื่นๆ อย่าง โมสาร์ท เมนเดลส์โซห์น ไชคอฟสกี้ ฯลฯ

แต่การฝึกฝนด้วยตัวเองไม่เพียงพอ เมื่อเด็กชายสุทินอายุได้ 12 ปี ลุงก็พาไปฝึกซ้อมหาความชำนาญร่วมกับวงดุริยางค์ของกรมมหรสพ

ในช่วงแรกๆ นักดนตรีรุ่นเยาว์อย่างสุทินออกจะอึดอัด เพราะคุ้นเคยแต่การเล่นแบบโซโล เมื่อถูกบังคับให้เล่นตามคำสั่งของผู้อำนวยเพลงร่วมกับนักดนตรีอื่นๆ จึงเกิดความเกร็ง ทั้งกลัวเล่นผิด ทั้งกลัวพาวงล่ม ทั้งกลัวลุงเอ็ด ฯลฯ

แต่เมื่อเวลาผ่านไป เริ่มเคยชินขึ้นมา ความเกร็งก็กลับกลายเป็นความผ่อนคลาย และเป็นความภาคภูมิใจที่ได้บรรเลงร่วมกับนักดนตรีรุ่นใหญ่

ดนตรีที่ลุงเติมสอนสั่ง ฝังตัวลงไปในหัวใจของสุทิน แม้จะผ่านการศึกษาขั้นมหาวิทยาลัย แต่สุทินก็ยังเลือกทางชีวิตที่ปูด้วยตัวโน้ต มากกว่าสายอื่นๆ ที่พึงเลือกได้ จนกลายเป็น ‘ครูสุทิน’ ของเหล่านักดนตรีรุ่นหลัง

และแม้เบื้องหน้า ครูสุทินจะผันจากไวโอลินที่เล่นมาแต่วันเยาว์ ไปหาเครื่องดนตรีแบบอื่นๆ รวมทั้งเปลี่ยนแปรความสนใจจากดนตรีคลาสสิกไปหาดนตรีแจ๊ส

แต่ทั้งไวโอลินและดนตรีคลาสสิคที่เป็นรักแรก ยังปรากฏชัดในผลงานประพันธ์เพลงไทยสากล พื้นฐานที่ ‘ลุงเติม’ วางไว้ให้เด็กชายสุทินในวันเยาว์ ยังคงเป็นรากฐานอันแข็งแกร่ง มั่นคง ในตัวครูสุทิน เทศารักษ์… ไม่มีวันคลาย