เอื้อ สุนทรสนาน
ค.ศ. 1910-1981
พ.ศ. 2453–2524
เสาหลักของสุนทราภรณ์ หนึ่งในวง ‘บิ๊กแบนด์’ ที่ยืนยงยาวนานที่สุดในประเทศไทยและในโลก
ต้นกำเนิดของวงสุนทราภรณ์คือวงดนตรีกรมโฆษณาการที่มี ‘ครูเอื้อ’ เป็นหัวหน้าวงตั้งแต่แรกเริ่ม เป็นทั้งผู้ควบคุมวง นักดนตรี นักร้อง และนักประพันธ์เพลงที่คนไทยทั้งประเทศรู้จักและชื่นชมในผลงานนานหลายทศวรรษ
ในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกเพลงไทยสากล ผลงานกว่าหนึ่งพันเพลงที่ ‘ครูเอื้อ’ ประพันธ์ไว้ มีเกือบทุกรูปแบบ ทั้งเพลงรัก เพลงประจำเทศกาล เพลงปลุกใจ เพลงสดุดี เพลงประจำสถานที่และสถานศึกษาต่างๆ รวมทั้งเพลงรำวง
‘ครูเอื้อ’ มีส่วนในการอนุรักษ์เพลงไทยเดิมร่วมกับนักดนตรีรุ่นครูของท่านเอง และยังเป็นส่วนสำคัญในการก่อสร้าง ‘สังคีตสัมพันธ์’ หรือการผสมผสานเพลงไทยเดิมเข้ากับเพลงไทยสากล
‘ครูเอื้อ’ ใช้ชีวิตจากวันเยาว์ตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิตเพื่อดนตรี
ในวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2552 เมื่อทางองค์การยูเนสโกได้ยกย่อง ‘ครูเอื้อ’ เป็นบุคคลสำคัญของโลกสาขาวัฒนธรรมดนตรีไทยสากล คนไทยทั้งชาติก็ปลื้มปิติ
ดีใจ—แต่ไม่มีใครแปลกใจ
วันเยาว์…
ปีสุดท้ายแห่งรัชสมัยล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ห้า เด็กชายตัวน้อยซึ่งพ่อแม่ตั้งชื่อให้ว่า “ละออ” ถือกำเนิดขึ้น ณ ตำบลโรงหวี อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
มารดาของเด็กชายละออทำสวนเหมือนๆ กับชาวอัมพวาทั่วๆ ไป ส่วนบิดานั้นเป็นช่างแกะสลักหนังใหญ่ ละออเป็นลูกคนที่สาม และเป็นลูกคนเล็กที่อายุห่างจากพี่ชายพี่สาวค่อนข้างมาก
พ่อหนูเติบโตขึ้นท่ามกลางศิลปะและดนตรี นายดีผู้บิดานั้นเลื่องชื่อทางด้านหัตถศิลป์ เพราะมีฝีมือประณีตบรรจงในการแกะสลักแผ่นหนังให้กลายเป็นตัวละครต่างๆ ในเรื่องรามเกียรติ์ได้อย่างวิจิตรงดงาม
หนังใหญ่นั้นถือกันว่าเป็นมหรสพชั้นสูง เพราะเป็นที่รวมของศิลปะหลายแขนงและเป็นต้นแบบของการเล่นโขน
นอกจากนายดีผู้บิดาจะมีชื่อในด้านหัตถศิลป์แล้ว หมื่นไพเราะพจมานหรือพี่เอิบของเด็กชายละออยังเก่งกาจในด้านวาทศิลป์ รับราชการเป็นนักพากษ์โขนอยู่ในกรมมหรสพ กระทรวงวัง ในรัชสมัยล้นเกล้าฯ รัชกาลที่หก เวลามีการซ้อมหนังใหญ่ เสียงวงปี่พาทย์จะก้องไปทั่วหมู่บ้าน กังวานไปทั่วท้องน้ำ เสียงดนตรีคีตศิลป์จึงซึมซาบหลอมหล่อเด็กชายละออมาตั้งแต่ลืมตาดูโลก
ศิลปินมีชื่อหลายคนในยุคนั้น เช่น คุณพระพำนักนัชนิกร รองเจ้ากรมพิณพาทย์หลวง และ พระราชวรินทร์ (กุหลาบ โกสุม) โขนหลวงตัวยักษ์ผู้โด่งดังอื้อฉาวก็เป็นญาติผู้ใหญ่ของละออ
แม้แต่พระยานัฏกานุรักษ์ (ทองดี สุวรรณภารต) ปรมาจารย์ผู้ประดิษฐ์ท่ารำ ก็เป็นลูกพี่ลูกน้องของพ่อ เวลาท่านเจ้าคุณนัฏกาฯ มาเยี่ยมบ้านที่อัมพวา ท่านมักสอนให้ละออเต้นโขนเป็นตัวยักษ์ ราวกับหวังว่าวันหนึ่งละออจะได้เป็นตัวแทนคุณพระราชวรินทร์ หากญาติตัวน้อยเต้นได้ถูกใจ ท่านเจ้าคุณจะตกรางวัลให้ครั้งละหนึ่งบาท ซึ่งเป็นจำนวนมากโข เพราะสมัยนั้นทองบาทละเพียง 17-18 บาทเท่านั้น
นอกจากศิลปะแล้ว เด็กชายละออยังสนใจในศาสนา และสามารถสวดมนต์บทยาวๆ และอาราธนาศีลได้ถูกต้องตั้งแต่ยังเล็กๆ เป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระสังฆราชกรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ จนออกพระโอษฐ์ขอว่า หากอายุถึง 11 ขวบเมื่อใดให้พ่อแม่นำตัวเข้าไปถวายด้วย
แต่ชีวิตลิขิตทางเดินอื่นให้ละออไว้เรียบร้อยแล้ว
ในช่วงแรกพ่อให้ละออเข้าเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนวัดใหม่ราษฎร์บูรณะ ซึ่งอยู่ใกล้บ้าน แต่เมื่อละอออายุได้เพียงเจ็ดขวบ พ่อก็ตัดสินใจพาเข้ากรุงเทพฯ ให้ไปอยู่กับพี่เอิบเพื่อเรียนหนังสือต่อ
ในราวช่วงนี้เองที่พ่อเปลี่ยนชื่อละออเป็น ‘บุญเอื้อ’ อาจเดาได้ว่าเด็กชายบุญเอื้อคงดีใจกับชื่อใหม่อยู่ไม่น้อย เพราะเคยถูกล้อว่า “ละออหม้อแตก” อยู่เป็นประจำ เนื่องจากเคยทำก้นหม้อดินทะลุเวลาคดข้าว
พี่เอิบเลือกให้น้องชายเรียนที่โรงเรียนวัดระฆังโฆษิตาราม บุญเอื้อเข้าเรียนในชั้นประถมสาม เพราะเรียนมาแล้วสองปีที่อัมพวา ในสมัยนั้น ประโยคประถมสิ้นสุดแค่ประถมสาม
ในปี พ.ศ. 2461 ที่เด็กชายบุญเอื้อจบประโยคประถมนี้เอง ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่หกทรงตั้งโรงเรียนพรานหลวงขึ้นที่สวนมิสกวัน ถนนราชดำเนิน โรงเรียนนี้แปลกใหม่สำหรับสมัยนั้น เพราะให้นักเรียนศึกษาแบบโรงเรียนธรรมดาในตอนเช้า แต่ช่วงบ่ายต้องไปเรียนดนตรีที่สวนจิตรลดา
อาจกล่าวได้ว่า โรงเรียนพรานหลวงถูกตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการศึกษาด้านดนตรีของเยาวชนไทย เปิดโอกาสให้เยาวชนมีโอกาสฝึกฝนดนตรีอย่างจริงจัง ภายใต้ครูดนตรีทั้งไทยและสากลที่มีความสามารถที่สุดเท่าที่จะพึงหาได้ในประเทศไทยขณะนั้น
ราวกับสวรรค์จัดสรรไว้ให้แก่เด็กชายบุญเอื้อจากอัมพวา
ใครเล่าจะนึกถึงว่า เจ้าหนูผิวคล้ำ ร่างผอมบาง วัยเพียงแปดขวบ ซึ่งเดินตามหลังหมื่นไพเราะพจมานผู้พี่ชาย เข้ามาสมัครเป็นนักเรียนกินนอนรุ่นแรกของโรงเรียนพรานหลวง จะกลายเป็นบรมครูทางดนตรีไทยสากลในอนาคต
โรงเรียนพรานหลวงเป็นที่ชุมนุมของนักดนตรีเก่งๆ
บุญเอื้ออยู่ในกลุ่มนักเรียนรุ่นเล็กสุด คือชั้นมัธยมหนึ่ง มีรุ่นพี่ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เชี่ยวชาญดนตรีจนได้เข้าวงแล้ว มาศึกษาเพิ่มเติม เช่น พี่มนตรี ตราโมท พี่เจษฎา เดชอุดม หรือพี่โฉลก เนตรสูตร
วันหนึ่งพี่ๆ เหล่านี้จะกลายเป็นครูดนตรีผู้มีชื่อเสียงของประเทศ
นักเรียนทั้งหมดถูกทดสอบและคัดแยก ส่วนหนึ่งไปเรียนดนตรีไทย อีกส่วนหนึ่งไปเรียนดนตรีสากล ทั้งๆ ที่ตามประวัติครอบครัวบุญเอื้อควรจะได้เรียนดนตรีไทย แต่เจ้าหนูกลับถูกคัดเลือกให้เรียนดนตรีสากล โดยให้เรียนสีไวโอลิน หรือที่คนสมัยนั้นเรียกว่า ‘ซอไวโอลิน’
ครูที่ควบคุมการสอนไวโอลินมีบรรดาศักดิ์ไพเราะสมกับความเป็นนักดนตรีที่มีลูกเล่นกลเม็ดเด็ดพรายว่า ‘ขุนสำเนียงชั้นเชิง’ โดยมีพี่โฉลกเป็นผู้ช่วยครู ทั้งสอนและคุมการฝึกซ้อมของบุญเอื้อและเพื่อนๆ อีกทีหนึ่ง
เด็กชายบุญเอื้อเรียนวิชาสามัญครึ่งวัน เรียนดนตรีครึ่งวันเหมือนเพื่อนๆ ไปได้ไม่นาน คุณพระเจนดุริยางค์ซึ่งเปรียบเสมือนครูใหญ่ของโรงเรียนก็เลือกให้เขาเรียนและฝึกซอไวโอลินเต็มวัน เป็นเครื่องหมายยืนยันว่าคุณพระเจนฯ เห็นพรสวรรค์ในตัวของเขา จนเห็นว่าไม่ควรไปเสียเวลากับวิชาสามัญ
หากเทียบกับสมัยนี้ ก็ต้องพูดว่า บุญเอื้อจึงมีความรู้วิชาสามัญเพียงชั้นประถมปีที่สี่
ดูเหมือนชีวิตจะลิขิตให้บุญเอื้อ ‘เข้าทาง’ ดนตรีแต่เนิ่นๆ ไม่ให้รอช้าเสียเวลาไปกับสิ่งอื่นใดเลย
บุญเอื้อเรียนซอไวโอลินอยู่สามปี ก็ถูกบรรจุเข้าประจำกองเครื่องสายฝรั่งในกรมมหรสพ กระทรวงวัง เท่ากับว่าเขาได้เข้ารับราชการในวัยเพียง 11 ขวบ โดยได้เงินเดือน 5 บาท และมีหน้าที่เล่นซอไวโอลินใน ‘วงสอง’ ซึ่งมีฝีมือเป็นรอง ‘วงหนึ่ง’ โดยมี ‘หลวงดนตรีบรรเลง’ เป็นผู้ควบคุมวง
ครูเอื้อ สุนทรสนาน ได้เล่าไว้เองว่า ในสมัยที่อยู่วงสองนี้ เด็กชายบุญเอื้อ…
“เล่นเพลงเล็กๆ มาร์ช วอลตซ์เยอรมัน ซีเล็คชั่นง่ายๆ…”
แม้จะยังเป็นเด็กชายตัวเล็กๆ ที่เล่นเพลงเล็กๆ อย่างที่ว่า แต่การได้เข้าวงสอง ก็เท่ากับเป็นนักดนตรีไปครึ่งค่อนตัวแล้ว ในช่วงนี้จึงมีคนมาชวนบุญเอื้อไปเล่นดนตรีตามที่ต่างๆ ทำให้มีสตางค์เป็นค่าขนม
ครั้งหนึ่งพี่ๆ ได้ชวนเขาไป ‘ตึกศาลาแดง’ ร่วมเล่นดนตรีฉลองแซยิดให้ท่านเจ้าพระยายมราช ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
โดยไม่รู้ตัว ทางเดินชีวิตของบุญเอื้อจึงเริ่มเข้ามาบรรจบกับคุณประดิษฐ์ สุขุม บุตรชายของท่านเจ้าพระยายมราช ผู้ซึ่งต่อมาจะได้รับบรรดาศักดิ์เป็น ‘หลวงสุขุมนัยประดิษฐ์’ และจะเป็นผู้ที่ครูเอื้อ สุนทรสนานจะยกย่องว่าเป็น
“พ่อพระ—ผู้มีพระคุณ และผู้ตั้งวงดนตรีสุนทราภรณ์”
เมื่อเริ่มเล่นดนตรีที่ ‘กาแฟนรสิงห์’ เด็กชายบุญเอื้อยังตัวผอมเล็ก ขณะนั่งเก้าอี้สีซอไวโอลิน เท้ายังลอย เหยียบไม่ถึงพื้น ทำให้ผู้ที่มาฟังพากันเอ็นดูและให้ ‘ติ๊ป’ เจ้าหนูตัวน้อยแต่ไม่ด้อยฝีมือกันเป็นแถว
เมื่อหลวงดนตรีบรรเลงผู้เป็นหัวหน้าวง พาไปบรรเลงที่ราชกรีฑาสโมสร บุญเอื้อได้พบกับนักดนตรีรุ่นพี่ชื่อนารถ ถาวรบุตร พี่นารถซึ่งแก่กว่าบุญเอื้อเพียงห้าปี ยังอยู่ในวัยรุ่น แต่มีฝีมือทางดนตรีเกินพอที่จะยึดเป็นอาชีพ
ไม่นานจากนั้นบุญเอื้อก็ได้รับงานพิเศษ โดยร่วมวงกับพี่นารถเล่นดนตรีที่ร้านกาแฟปารีเซียงอีกแห่งหนึ่ง แต่พี่นารถต้องเป็นธุระจัดการหาเสื้อผ้าที่เหมาะสมให้เด็กชายบุญเอื้อสวมใส่ เพื่อให้ดูเหมือนนักดนตรีอาชีพมากกว่าที่จะเป็นเด็กชาย
และช่วงนี้เอง ที่คุณพระเจนฯ เห็นว่าบุญเอื้อชำนาญซอแล้ว จึงให้เปลี่ยนไปเรียนแซ็กโซโฟนและคลาริเนตแทน เพื่อจะได้เล่นออกวิทยุ ด้วยเป็นสมัยที่วิทยุเพิ่งเริ่มเข้ามามีบทบาทในสังคมไทย และผู้ใหญ่ของบ้านเมืองประสงค์ให้มีการกระจายเสียงรายการหัสดนตรี
การเรียนดนตรีต่างชนิด ทำให้ความสามารถของบุญเอื้อเปิดกว้างยิ่งขึ้น และสามารถรับงานได้มากกว่าเดิม แม้ว่ายังเป็นนักเรียนอยู่ แต่การหาเงินได้นอกเวลาเรียนก็ทำให้บุญเอื้อเริ่มปีกกล้าขาแข็ง ถึงกับออกจากบ้านพี่ชายไปอยู่ตามบ้านเพื่อนนักดนตรีรุ่นพี่
สิ่งหนึ่งที่ทำให้บุญเอื้อไม่อยากอยู่บ้านพี่อาบคือพี่สะใภ้ ภรรยาพี่อาบเป็นสุภาพสตรีนักเรียนวังหลัง เธอหวังดีจึงพยายามจะสอนภาษาอังกฤษให้บุญเอื้อ เพราะเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อไปภายหน้า พี่สะใภ้ไม่อาจทราบได้ ว่าภาษาที่บุญเอื้อจะเชี่ยวชาญที่สุดในชีวิตนั้น เป็นภาษาของโลก ภาษาที่ทุกคนเข้าใจโดยไม่ต้องใช้ล่าม
ภาษาดนตรีนั่นเอง
แต่สำหรับภาษาอังกฤษนั้น ครูเอื้อ สนุทรสนานมาเล่าในภายหลังว่า เรียนเท่าไหร่ๆ บุญเอื้อก็ “ไม่กระดิกหู” จนเขารู้สึกเบื่อการเคี่ยวเข็ญของพี่สะใภ้ “เป็นยารุ” จึงตัดสินใจออกจากบ้านพี่อาบไปเป็นนกขมิ้น สลับปรับเปลี่ยนอยู่บ้านเพื่อน บ้านญาติ และบ้านนักดนตรีรุ่นพี่ๆ
ในวัยเพียง 16 ปี บุญเอื้อได้เข้า ‘วงหนึ่ง’ ได้เล่น… เพลงใหญ่ โอเปร่า ซิมโฟนี ตามคำบอกเล่าของครูเอื้อเอง
ครั้งนั้นหนุ่มน้อยบุญเอื้อได้เงินเดือนถึง 20 บาทซึ่งนับว่าอยู่ได้สบายใน พ.ศ. 2469 แถมยังมีรายได้ดีจากการเล่นดนตรีนอกเวลา บุญเอื้อจึงมีความรู้สึกว่าตัวเองโตแล้ว เลี้ยงตัวได้แล้ว และมีสิทธิ์ที่จะเลือกทางของตัวเอง
ในชีวิตการเป็นนักเรียนที่โรงเรียนพรานหลวง คุณพระเจนดุริยางค์ได้ห้ามบุญเอื้อไว้สองอย่าง คือ
1. ห้ามเล่นแจ๊ส เพราะ “จะทำให้เทคนิคของไวโอลินเสีย”
2. ห้ามเล่นดนตรีไทยเดิม เพราะ “จะทำให้หูเสีย”
ในไม่ช้า บุญเอื้อจะฝ่าฝืนทั้งสองประการ
เขาจะเล่นแจ๊สเพราะการแนะนำของคุณหลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ ซึ่งทำให้วงดนตรีของเขามี ‘สวิง’ ที่ถูกใจคนรุ่นใหม่
และเขาจะเป็นหนึ่งในบรมครูทางดนตรี ที่ช่วยกันผสมผสานดนตรีไทยเดิมเข้ากับความเป็นสากล กลายเป็นสังคีตสัมพันธ์ที่งดงามไม่ว่าจะมองจากมุมตะวันออกหรือตะวันตก
ทางสายดนตรีของบุญเอื้อนั้นยาวนัก เขาจะเดินตามเส้นสเกลและตัวโน้ตไปจนวันสุดท้ายของชีวิต
สิ่งที่เขานำไปด้วยตลอดเส้นทางนั้น คือพรสวรรค์ การฝึกฝน วินัยในการทำงาน และประสบการณ์
อีกทั้งความเคารพในครูอาจารย์ และการ ‘แหวกแนว’ ดื้อรั้นต่อคำแนะนำของท่าน
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเครื่องสร้าง ‘เอื้อ สุนทรสนาน’ และ ‘สุนทราภรณ์’
(เก็บความจากข้อเขียนและบทสัมภาษณ์ ครูเอื้อ สุนทรสนาน / ครูสมาน กาญจนะผลิน / ครูแก้ว อัจฉริยะกุล / ครูมนตรี ตราโมท / ครูสุวัฒน์ วรดิลก / คุณสุมน สุขุม กรรณสูต / และหนังสือ ๕๐ ปี สุนทราภรณ์ / หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ครูเอื้อ สุนทรสนาน / หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพคุณหลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ ขอขอบพระคุณทุกท่านเป็นอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้)