‘ยาขอบ’

โชติ แพร่พันธุ์

ค.ศ. 1907-1956
พ.ศ. 2450-2499

เพชรน้ำเอกของวงการประพันธ์ไทยในรอบร้อยปีที่ผ่านมา

ผลงานของเขามีทั้งนิยาย นิยายอิงประวัติศาสตร์ (ยอดขุนพล ผู้ชนะสิบทิศ ฯลฯ) เรื่องสั้น เรื่องเสียดสี (สามก๊กฉบับวณิพก ฯลฯ) และเรื่องแปล (สนมพระจอมเกล้า จิ้นผิงเหมย ฯลฯ) รวมทั้งงานร้อยกรอง และบทภาพยนตร์ด้วย

ใน พ.ศ. 2474 ยาขอบใช้พระราชพงศาวดารพม่าของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ เพียงแปดบรรทัด มาเป็นฐานรองรับจินตนาการ สร้าง ‘จะเด็ด’ ในยอดขุนพลหรือผู้ชนะสิบทิศ ส่งผลให้เขากลายเป็นนักประพันธ์คนโปรดของคนไทยทั้งชาติ จากครั้งนั้นจนถึงปัจจุบัน

ยาขอบซึ่งมีนามจริงว่า ‘โชติ แพร่พันธุ์’ เป็นลูกนอกสมรส และเป็นกำพร้าตั้งแต่วัยเยาว์

ด้วยความเป็นเด็กเฮี้ยว เขาเลือกที่จะหยุดเรียนเพียงระดับมัธยมต้น จากนั้นก็ทำหน้าที่เป็นเด็กรับใช้ผู้ใหญ่ในวงราชการ ก่อนจะเร่ร่อนออกไปทำงานสารพัด รวมทั้งเป็นจ๊อกกี้ขี่ม้าแข่ง แต่เมื่อหันเข้าสู่วงการประพันธ์ เขาก็เริ่มมีชื่อเสียงอย่างรวดเร็ว

เช่นเดียวกับนักเขียนอีกมากมาย ยาขอบเป็นทาสของสุรา แม้เหล้าไม่สามารถจะบั่นทอนคุณภาพจากงานของเขา แต่ก็บั่นทอนสุขภาพของเขาได้อย่างน่าเสียดาย

ยาขอบจากบรรดาผู้ที่รักงานประพันธ์ของเขาไปเมื่ออายุได้เพียง 49 ปี โดยทิ้งให้จะเด็ด—ผงาดอยู่ในหนังสือ ในละคร ในภาพยนตร์ ในโทรทัศน์ ในบทเพลง แม้กระทั่งในการ์ตูน

นับเป็นพม่าคนเดียวที่นักอ่านไทยเต็มใจรักอย่างไม่มีข้อแม้

วันเยาว์…

เขาเกิดในโรงเลี้ยงเด็กซึ่งพระวิมาดา พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ฯ ทรงบริจาคพระราชทรัพย์สร้างขึ้น เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2450

‘แม่จ้อย’ ของเขาเคยเป็นนางต้นห้องของหม่อมเฉื่อยในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ แต่หนีออกจากวังมาหลังจากมีท้องกับเจ้าอินแปง บุตรผู้ครองนครแพร่ ซึ่งเข้ามาเรียนหนังสืออยู่ในกรุงเทพฯ

เจ้าอินแปงกลับบ้านไปแต่งงานและมีบุตรกับภรรยาที่เมืองแพร่ แต่ก็ยังพยายามจะติดต่อเพื่อช่วยเหลือแม่จ้อยและบุตรชายซึ่งเจ้าอินแปงตั้งชื่อไว้ให้ล่วงหน้าว่า ‘อินทรเดช’ แต่แม่จ้อยไม่ยอมรับทั้งชื่อและความช่วยเหลือ จึงตั้งชื่อบุตรว่า ‘โชติ’ ส่วนนามสกุล ‘แพร่พันธุ์’ นั้น ได้รับพระราชทานจากสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

เมื่อแรกเกิดโชติมีฟันงอกจากเพดานปากซี่หนึ่ง แม่จ้อยรังเกียจไม่ยอมให้ลูกดื่มนม แม่ลูกอ่อนที่อยู่บริเวณนั้นจึงต้องให้นมเด็กน้อยเป็นทานเพื่อช่วยประทังความหิว

ต่อเมื่อฟันซี่นั้นหลุดไป แม่จ้อยจึงยอมให้ลูกดื่มนมเหมือนแม่ทั่วไป

แม่จ้อยเลี้ยงลูกมาด้วยความลำบาก แต่เมื่อโชติอายุครบเกณฑ์ แม่กลับเลือกที่จะเสียค่าเล่าเรียนแพงๆ เพื่อให้ลูกได้เข้าเรียนที่โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ อันเป็นที่ชุมนุมของบรรดาเด็กฐานะดี และเป็นโรงเรียนเก่าของพ่ออินแปง

แต่เจ้าหนูโชติขี้เกียจเรียนและเป็นไม้เบื่อไม้เมากับครู เขามักหนีเรียนไปเที่ยวแถวพิพิธภัณฑ์ หรือไปดูรูปรามเกียรติ์ที่วัดพระแก้ว ผลการเรียนจึงตกแล้วตกอีก

ของชอบนอกโรงเรียนอีกอย่างคือม้า หนึ่งในวังที่แม่อาศัยอยู่ มีคอกม้า เจ้าหนูโชติซึ่งพบว่าตัวเองรักม้าเหลือเกิน จึงยินดีไปช่วยดูแลและได้เรียนรู้อะไรต่อมิอะไรต่างๆ ที่เกียวกับม้าไปโดยธรรมชาติ ความรู้นี้ เขาจะได้นำไปใช้เมื่อเขียนหนังสือเรื่อง ‘ผู้ชนะสิบทิศ’ ในภายหลัง

เด็กชายโชติเคยได้พบพ่อหลายครั้ง รวมทั้งเคยหนีจากแม่ไปหาพ่อที่แพร่ แต่แม่ก็ตามกลับคืนมาทุกครั้ง

เมื่อโชติอายุได้เพียง 13 ปี พ่อถึงแก่กรรม แม่ซึ่งไม่เคยหายโกรธไม่ยอมให้โชติได้ไปเผาศพพ่อ มิหนำซ้ำยังให้เขาสาบานด้วยว่าในชาตินี้จะไม่มีวันไปขอความช่วยเหลือจากญาติทางพ่อเป็นอันขาด

เป็นคำสาบานที่โชติรักษาไว้ตลอดชีวิต

ในช่วงนี้แม่เริ่มป่วย ก่อนตายแม่พาลูกชายซึ่งเหลวไหลไม่เอาถ่าน ไปฝากกับเจ้าคุณคนหนึ่ง ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นนักดัดสันดานเด็ก โดยหวังว่าความเข้มงวดในบ้านนั้นจะทำให้ลูกเบนกลับไปในทางดีขึ้น

โชติซึ่งตัวเล็กกว่าอายุ ต้องทำงานทุกอย่างในบ้านเจ้าคุณ ร่วมกับบรรดาเด็กโชคร้ายคนอื่นๆ ที่พ่อแม่มาฝากไว้ หากมีอะไรบกพร่อง เด็กทุกคนจะต้องโดน ‘อาญามาตรา 5’ คือโดนโบยหลังห้าที และในแต่ละวัน มีสิทธิ์จะโดนมาตรานี้มากกว่าหนึ่งครั้ง

แต่งานที่โชติทำได้ดีมากคือการอ่านหนังสือให้เจ้าคุณฟัง เขาโดนฝึกให้อ่านชัดถ้อยชัดคำ แถมยังต้องรู้จักเรียบเรียง เล่าข้อความที่อ่านไปแล้วให้เจ้าคุณฟังด้วยภาษาไทยที่ถูกต้องอีกด้วย

หลายสิบปีต่อมา ‘ยาขอบ’ ระลึกถึงความเก่าของเจ้าหนูโชติที่บ้านหลังนี้ด้วยความขอบคุณ เพราะการอ่านหนังสือสารพัดชนิดอย่างมากมายในครั้งนั้น ช่วยให้เขาจดจำมาใช้ในงานเขียนได้อย่างดี

แต่ในระหว่างที่อยู่โรงเรียนเทพศิรินทร์ ดูเหมือนการอ่านหนังสือนอกเวลาไม่ได้ช่วยโชติเลย เพื่อนๆ ที่เคยเรียนด้วยกันอย่าง สด กูรมะโรหิต กุหลาบ สายประดิษฐ์ และหม่อมเจ้าอากาศดำเกิง ระพีพัฒน์ เลื่อนชั้นไป แต่โชติ แพร่พันธุ์ยังอยู่แค่ชั้นมัธยมสี่ (เทียบเท่า ม.1 ปัจจุบัน)

เขากลายเป็นเด็กโข่งของชั้น อาศัยว่าตัวเล็กจึงไม่ดูแย่นัก แต่เขาก็เบื่อการถูกตีทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน เมื่อเก็บกดเต็มประดา นักเรียนมัธยมสี่ผู้นี้ก็ลุกขึ้นกระทืบหมวกครูประจำชั้นจนยับคาเท้า ก่อนจะออกจากโรงเรียนและบ้านเจ้าคุณไปโดยไม่หวนกลับ

โชติร่อนเร่ไป รับจ้างทำงานเล็กๆ น้อยๆ อาศัยตามบ้านคนรู้จัก และในที่สุดก็ไปอยู่กับญาติข้างแม่ซึ่งมีอาชีพทรงเจ้า พลอยถูกบังคับให้ ‘ทรงเจ้า’ ไปด้วยอีกคนหนึ่ง โชติเกลียดอาชีพหลอกลวง เขาระบายออกด้วยการปัสสาวะรดรูปบูชาต่างๆ ของญาติผู้นี้ ก่อนจะหนีออกไปเร่ร่อนอีก

ม.ล. ต้อย ชุมสาย เพื่อนจากเทพศิรินทร์ให้โชติไปอยู่ที่บ้าน ม.ล. ต้อยรักการขีดเขียนและทำหนังสือพิมพ์โรงเรียน จึงชวนให้โชติเขียนด้วยกัน นี่เป็นครั้งแรกที่โชติรู้สึกว่าตนเองรักและมีฝีมือในการขีดเขียน

จากวันนี้… อีกไม่นาน ‘แม่อนงค์’ ยอดนักประพันธ์ไทยที่โชติ แพร่พันธุ์ รักและนับถือ จะตั้งนามปากกาให้เขาว่า ‘ยาขอบ’ ตามนามสกุลของ W. W. Jacobs ยอดนักเขียนชาวอังกฤษซึ่งเป็นที่นิยมอ่านกันในสมัยนั้น

ใครเล่าจะคิดว่า อดีตเด็กนอกสมรส เด็กไม่เอาถ่าน เด็กเร่ร่อนอย่างโชติ แพร่พันธุ์ จะกลายมาเป็น ‘ผู้ชนะสิบทิศ’ ในวงวรรณกรรมของไทย

(ข้อมูลจากข้อเขียนของคุณประกายศรี ศรุตานนท์ และ ‘ยาขอบ ชีวิตและงานของผู้แต่งอมตะนิยาย’ หนังสือน่าอ่านของ ส.พลายน้อย ซึ่งได้รับรางวัลประเภทหนังสือสารคดี งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ พ.ศ. 2532 ขอขอบคุณท่านทั้งสองไว้ ณ ที่นี้เป็นอย่างสูง ผลงานของทั้งสองท่านยังหาซื้อได้ตามร้านหนังสือหลายแห่ง)